ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 5457/2560

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองต่างให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์และยกข้อต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางการซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิบางประการตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวด้วยการให้ผู้มีสัญชาติไทยมีชื่อถือหุ้นแต่เพียงในนาม สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 กรณีเป็นเรื่องโจทก์รู้อยู่ว่า การที่โจทก์ซื้อกิจการจำเลยที่ 1 ทั้งหมดและให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแต่เพียงในนามแทนโจทก์ที่เป็นคนต่างด้าว อันเป็นการจงใจกระทำการฝ่าฝืนและต้องห้ามตามกฎหมายมาแต่ต้น เมื่อได้ความดังนี้ เงินที่โจทก์อ้างว่าให้กู้ยืมแต่แท้ที่จริงเป็นเงินที่โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อกิจการจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและไม่อาจเรียกคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 19,500,000 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 1,041,859.80 บาท แก่โจทก์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 19,500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2556 ไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และนางศุภวรรณ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนตามหนังสือรับรอง นายมาซายูกิ เป็นบุตรโจทก์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 19,500,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2556 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า สัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า คดีต้องบังคับตามสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 ที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง พยานหลักฐานในคดีไม่เพียงพอวินิจฉัยประเด็นว่าสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าซื้อขายกิจการแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายแล้วนั้น พิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองต่างให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์และยกข้อต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิบางประการตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ และเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้างยกข้อต่อสู้ในปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว หากนำสืบพิสูจน์ไม่ได้หรือนำสืบพยานหลักฐานไม่เพียงพอให้วินิจฉัยก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยปัญหานี้โดยตำหนิว่าคดียังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยจึงไม่ชอบ ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อนี้ไปเสียทีเดียว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของนายโยชิกิ พยานจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยแล้วว่า ความตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องการซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้รับทราบความเรื่องการซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยที่คนญี่ปุ่นไม่สามารถซื้อหุ้นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องทำสัญญาในรูปการกู้ยืมเงิน แม้ได้ความตามคำเบิกความของนายรุ่งวิกรัย พยานจำเลยทั้งสองซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2556 โจทก์ส่งมอบรายชื่อผู้จะเข้าเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ไปให้จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้พยานดำเนินการเพื่อแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและเตรียมการเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์แจ้ง โดยโจทก์ถือหุ้น 10,600 หุ้น นายมาซายูกิ ถือหุ้น 9,000 หุ้น นอกจากโจทก์กับบุตรโจทก์แล้ว ยังมีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นอีก 6 ราย ถือหุ้นรวมกัน 20,400 หุ้น รวมหุ้นทั้งหมด 40,000 หุ้น ซึ่งคำนวณได้เท่ากับโจทก์กับบุตรถือหุ้นรวมกันเป็นร้อยละ 49 ส่วนผู้มีสัญชาติไทยอีก 6 ราย ถือหุ้นรวมกันเป็นร้อยละ 51 ของหุ้นทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่ปรากฏตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์พร้อมคำแปล ที่โจทก์เบิกความตอบคำถามติงรับว่าเป็นจดหมายติดต่อกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ที่นายมาซายูกิ บุตรโจทก์มีถึงจำเลยที่ 2 ระบุว่า "...ในเรื่องของตัวบทกฎหมายของประเทศไทยนั้น เท่าที่ได้ยินมาว่าม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560 · ทนอย Thanoy