คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 5461/2541
หลักกฎหมาย
จำเลยให้การว่า ค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด สำนวนจำเลยได้จ่ายให้แล้ว จำเลยจึงไม่ต้อง รับผิดชดใช้เงินจำนวนใด ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด สำนวน อันแสดงถึงข้อต่อสู้ของจำเลยไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า เมื่อจำเลยไม่ค้างจ่ายค่าจ้างตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด สำนวน จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ร้อยละสิบห้าของเงินค้างชำระทุกระยะเวลา 7 วัน ตามฟ้อง โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด สำนวนด้วย ศาลแรงงานวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยไม่ได้นำสืบว่าจำเลยประสบภาวะซบเซา ทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่จากคำแถลงรับ ของโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด กับจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณา ของศาลแรงงานที่ว่า ก่อนที่จำเลยจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด นั้น มีการประชุมระดับผู้บริหารว่าบริษัทจำเลย ขาดสภาพคล่อง จำเป็นต้องลดพนักงานลง ประกอบคำเบิกความ ของพยานจำเลยซึ่งเป็นการวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้และการนำสืบ ของจำเลย รวมตลอดทั้งข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกัน โดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัย ที่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยโดยถูกจำเลย เลิกจ้างเสียก่อน ในปัญหานี้ศาลแรงงานได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นว่า จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดอันหมายถึงว่าโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าการที่ต่อมาศาลแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยไม่ได้ให้การว่าเลิกจ้างหรือไม่ และทางพิจารณาปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ 19 คน ส่วนอีก 12 คน ไม่ได้เลิกจ้างโดยมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์คนใดบ้าง แต่กลับพิพากษาให้ยกคำขอในส่วนนี้ของโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดและกำหนดให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ไม่ปรากฏว่าถูกเลิกจ้าง ยังไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยได้ ให้กลับมีสิทธิ นำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความด้วยเช่นนี้ ย่อมเป็นการ วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ขัดกันเอง ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลย เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด คนหรือเลิกจ้างโจทก์คนใดบ้าง ถือได้ว่าศาลแรงงานยังไม่ได้วินิจฉัยตามข้อหาทุกข้อ ขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานในส่วนนี้แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานวินิจฉัยในประเด็นนี้ใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ค่าจ้างเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม 2540 ตามฟ้อง ของโจทก์ที่ 2 และที่ 28 เป็นเงินรวม 24,570 บาท และ 87,540 บาท แต่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 28 ไปแล้ว 10,200 บาท และ 8,500 บาท จึงยังคงเหลือค่าจ้างค้างจ่าย แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 28 เป็นเงิน 14,370 บาท และ 39,040 บาท ตามลำดับ แต่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างค้างจ่าย แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 28 เป็นเงิน 143,370 บาท และ 108,220 บาท จึงเป็นการไม่ถูกต้องและเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย แม้จำเลย ไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาด ดังกล่าวให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีทั้งสามสิบเอ็ด สำนวน ศาลแรงงานกลางสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 31 โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด สำนวนฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด เป็นลูกจ้างของจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 19 ถึงที่ 21 ที่ 28 ที่ 30 ที่ 31 เข้าทำงานปี 2537 โจทก์ที่ 4 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 17 ที่ 25 ที่ 27 เข้าทำงานปี 2538 โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 13 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 22ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 29 เข้าทำงานปี 2539 และโจทก์ที่ 15เข้าทำงานปี 2540 โดยโจทก์แต่ละคนได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 57,300 บาท 8,190 บาท 11,000 บาท 11,700 บาท 9,260 บาท 19,200 บาท 10,800 บาท 11,300 บาท 12,800 บาท 12,000 บาท 21,300 บาท 15,900 บาท 10,800 บาท 12,600 บาท 11,300 บาท 11,000 บาท 13,110 บาท 7,590 บาท 27,820 บาท 14,720 บาท 15,890 บาท 14,640 บาท 11,300 บาท 16,180 บาท 13,110 บาท 19,500 บาท 12,130 บาท 29,180 บาท 28,300 บาท 19,510 บาท และ 16,150 บาท ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2540 จำเลยผิดสัญญาจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ตั้งแต่งวดประจำเดือนมีนาคม 2540 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด โดยกิจการของจำเลยยังคงดำรงอยู่โดยจงใจถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ และจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินโบนัสประจำปี 2539 แก่โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด เป็นค่าจ้างค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจำนวน 179,479 บาท 15,451 บาท 23,753 บาท 26,996 บาท 17,533 บาท 47,138 บาท 23,384 บาท 18,511 บาท 39,091 บาท 20,586 บาท 54,715 บาท 20,025 บาท 29,064 บาท 18,443 บาท 23,753 บาท 28,427 บาท16,396 บาท 74,139 บาท 32,027 บาท 38,240 บาท 32,854 บาท 24,249 บาท 35,003 บาท 28,427 บาท 46,078 บาท 26,289 บาท 114,733 บาท 70,642 บาท 61,108 บาท และ 37,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของค่าจ้างที่ค้างชำระและเงินเพิ่มอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 57,300 บาท 8,190 บาท 11,000 บาท11,700 บาท 9,260 บาท 19,200 บาท 10,800 บาท 11,300 บาท 12,800 บาท 12,000 บาท 21,300 บาท 15,900 บาท 10,800 บาท 12,600 บาท 11,000 บาท 13,110 บาท 7,590 บาท 27,820 บาท 14,720 บาท 15,890 บาท 14,640 บาท11,300 บาท 16,180 บาท 13,110 บาท 19,500 บาท 12,130 บาท 29,180 บาท 28,300 บาท 19,510 บาท 16,150 บาท และค่าชดเชย 171,900 บาท 24,570 บาท 33,000 บาท 35,100 บาท 27,780 บาท 57,600 บาท 10,800 บาท 11,300 บาท 38,400 บาท 12,000 บาท 63,900 บาท 47,700 บาท 10,800 บาท 12,600 บาท11,000 บาท 39,330 บาท 22,770 บาท 83,460 บาท 44,160 บาท 47,670 บาท 43,920 บาท 33,900 บาท48,540 บาท 39,330 บาท 58,500 บาท 36,390 บาท 87,540 บาท 28,300 บาท 58,530 บาท และ 48,450 บาท ตามลำดับและโบนัสสำหรับโจทก์ที่ 1 จำนวน 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน จำเลยทั้งสามสิบเอ็ด สำนวนให้การว่า ค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด สำนวนจำเลยได้จ่ายให้แล้ว โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายโดยพร้อมกันละทิ้งหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนใด ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ซึ่งต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันผิดนัดแต่จำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินเพิ่มเพราะเหตุที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาลูกค้าของจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้จำเลย จำเลยจึงไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจผิดนัดในการจ่ายค่าจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ส่วนที่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดไม่มาทำงานเนื่องจากจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด จึงไม่ต้องทำงานให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์แต่ละคน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แต่การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด นั้นกิจการของจำเลยยังคงดำรงอยู่ โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ซึ่งเป็นลูกจ้างยังคงสามารถทำงานต่อไปได้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ด ทำงานต่อไปกลับเป็น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง