ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 5480/2564

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นสถานบริการเอกชน ในความหมายของกรมบัญชีกลางและไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แต่ให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่ปฏิเสธให้การรักษาผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งว่าด้วยสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสองได้ พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษายังโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในวันที่ 11 เม.ย. 56 ซึ่งเป็นวันที่โรงพยาบาลดังกล่าวมีเตียงว่าง โดยมีเหตุผลเพียงว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลหรือทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ใช้สิทธิแห่งตนโดยไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 24 มี.ค. 56 ถึงวันที่ 11 เม.ย. 56 แก่โจทก์เท่านั้น จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้สถานบริการนอกเครือข่าย 3 กองทุน ที่ให้บริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติโดยสถานบริการสามารถให้บริการได้โดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อน โดยจำเลยร่วมจะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์และอัตราที่แต่ละกองทุนหรือหน่วยบริการต้นสังกัดกำหนด และจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายคืนจากกองทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ป่วยต่อไป แต่นโยบายดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับหรือบังคับไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินส่วนเกินจากผู้ป่วยได้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้อาศัยสิทธิจากกองทุนสวัสดิการข้าราชการ มิใช่ผู้ที่ได้ยื่นคำขอลงทะเบียนเพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำตามกฎหมายที่กำหนด จึงไม่อาจนำข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้บริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.2555 มาใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยร่วมทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ 1 ไปตามแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์อีกเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ไม่ได้ทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาให้จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดหรือรับผิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นแทนจำเลยทั้งสองได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 446,255.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 418,239.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และจำเลยที่ 1 ขอให้ตั้งนาง พ. บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนเฉพาะคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง ศาลชั้นต้นและศาลปกครองมีความเห็นแตกต่างกัน ศาลชั้นต้นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายแทนหรือแบ่งส่วนความรับผิดกับจำเลยทั้งสองหรือไม่ เป็นประเด็นเกี่ยวพันและมีผลต่อความรับผิดตามสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นาง พ. ผู้แทนเฉพาะคดีจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 418,239.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยร่วมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาล รับตรวจ รักษาพยาบาลทางการแพทย์ให้แก่บุคคลทั่วไป จำเลยร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เมื่อปี 2555 รัฐบาลมีนโยบาย "เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน" ที่ต้องการให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้โดยเป็นการบูรณาการระบบร่วมกันของกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และไม่มีการยุบรวมกองทุน เมื่อผู้ป่วยเข้ารับบริการกรณีอุบัติเหตุ และหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่สถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน (เอกชนที่ไม่ใช่คู่สัญญาของประกันสังคม หรือหน่วยบริการประจำหรือคู่สัญญาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) สถานบริการสามารถให้บริการโดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อน ภายหลังให้บริการแล้วสถานบริการสามารถเรียกเก็บเงินได้ ทั้งนี้มอบให้จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) และให้มีผลในทางปฏิบัตินับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 เป็นผู้อาศัยสิทธิเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2553 เข้ารับการตรวจรักษาและนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลโจทก์ด้วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เข้าข่ายเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤต โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในแบบบันทึกการรับผู้ป่วยเข้ารักษาพยาบาลและผู้รับผิดชอบผู้ป่วย และให้จำเลยทั้งสองวางเงินมัดจำไว้เป็นเงิน 5,000 บาท ตามใบคำแนะนำทางด้านการเงิน ต่อมาโจทก์ประสานตั้งเบิกสิทธิตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน ซึ่งจำเลยร่วมพิจารณาแล้วอนุมัติเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ 53,008.20 บาท โดยเป็นการสำรองจ่ายแทนกรมบัญชีกลาง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ส่วนที่เกินจากที่จำเลยร่วมอนุมัติอีกเป็นเงิน 418,239.30 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอ้างเหตุในทำนองเดียวกัน ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะคัดลอกอุทธรณ์มาเป็นฎีกา ก็ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว หาใช่เป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ ซึ่งการที่โจทก์เป็นสถานบริการเอกชนในความหมายของกรมบัญชีกลาง และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามพระราชบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5480/2564 · ทนอย Thanoy