ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 5506/2538

หลักกฎหมาย

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องและตกลงกันตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯมาตรา13,18,22ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา20นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานให้มีผลบังคับแตกต่างไปจากระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน บริษัท จ. และบริษัทในเครือรวมทั้งจำเลยที่1ออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการโอนย้ายโจทก์ระหว่างบริษัทในเครือของบริษัท จ. โดยให้นับอายุงานต่อเนื่องกันไปและคงให้สิทธิต่างๆเช่นเดียวกันเมื่อโจทก์โอนจากบริษัท จ.มาเป็นพนักงานของจำเลยที่1ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จจึงผูกพันโจทก์กับจำเลยที่1ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ ฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน 2521 จำเลย ที่ 1โดย จำเลย ที่ 2 ซึ่ง เป็น กรรมการ ผู้มีอำนาจ กระทำการ แทน จำเลย ที่ 1ได้รับ โจทก์ เข้า ทำงาน เป็น ลูกจ้าง ทำงาน ตำแหน่ง สุดท้าย เป็นผู้บริหาร อาวุโส ได้รับ ค่าจ้าง อัตรา สุดท้าย เดือน ละ 74,000 บาทกำหนด จ่าย ค่าจ้าง ทุกวัน ที่ 25 ของ เดือน ต่อมา วันที่ 1 กันยายน 2537โจทก์ ลาออก โจทก์ ทำงาน กับ จำเลย ทั้ง สอง มา เป็น เวลา 16 ปี เศษตาม ระเบียบ ข้อบังคับ การ ทำงาน ของ จำเลย ทั้ง สอง ระบุ ว่า ลูกจ้างที่ทำงาน ครบ 15 ปี ขึ้น ไป จะ ได้รับ เงินบำเหน็จ โดย คำนวณ จาก เงินเดือนสุดท้าย คูณ ด้วย จำนวน ปี ที่ทำงาน โจทก์ มีสิทธิ ได้รับ เงินบำเหน็จทั้งสิ้น 1,184,000 บาท แต่ จำเลย ทั้ง สอง จ่าย ให้ โจทก์ เพียง 87,146บาท ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง จ่ายเงิน บำเหน็จ ส่วน ที่ ขาด จำนวน1,096,854 บาท พร้อม ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ 15 ต่อ ปี ของ ต้นเงินดังกล่าว นับแต่ วันที่ 1 กันยายน 2537 จนกว่า ชำระ เสร็จ จำเลย ทั้ง สอง ให้การ ว่า จำเลย ที่ 2 มิได้ เป็น นายจ้าง และไม่มี นิติสัมพันธ์ ใด ๆ กับ โจทก์ เดิม จำเลย กำหนด ให้ พนักงาน มีสิทธิได้รับ เงินบำเหน็จ ต่อมา ปี 2528 จำเลย ได้ ทำ ข้อตกลง เกี่ยวกับ สภาพ การจ้าง กับ ลูกจ้าง ของ จำเลย ที่ มี ส่วน เกี่ยวข้อง ยกเลิก การ จ่ายเงิน บำเหน็จต่อมา ใน ปี 2537 จำเลย รับโอน โจทก์ มา เป็น ลูกจ้าง เมื่อ โจทก์ ลาออกเงินบำเหน็จ ที่ จำเลย จ่าย ให้ โจทก์ เป็น เงินบำเหน็จ ตาม สิทธิ ของ โจทก์ซึ่ง มี อยู่ ตั้งแต่ ปี 2528 ตาม ที่ โจทก์ ได้ ทำ ข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพ การจ้าง ไว้ กับ บริษัท โภคภัณฑ์กรุงเทพ จำกัด ซึ่ง เป็น นายจ้าง ของ โจทก์ ใน ขณะ นั้น และ หน้าที่ ใน การ จ่ายเงิน บำเหน็จ ดังกล่าว ได้ โอนมา ยัง จำเลย ก่อน โจทก์ ลาออก โจทก์ ได้ ขอรับ เงินบำเหน็จ จาก จำเลยอันเป็น การ รับ สิทธิ ประโยชน์ ตาม ข้อตกลง เกี่ยวกับ สภาพ การจ้าง ไป แล้วโดย มิได้ โต้แย้ง คัดค้าน ส่วน ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ 15 ต่อ ปีที่ โจทก์ ขอ มา นั้น ไม่มี กฎหมาย กำหนด ให้สิทธิ แก่ โจทก์ ขอให้ ยกฟ้อง ระหว่าง พิจารณา โจทก์ ขอ ถอนฟ้อง จำเลย ที่ 2 ศาลแรงงานกลางมี คำสั่ง ให้ จำหน่ายคดี ใน ส่วน ของ จำเลย ที่ 2 ออก เสีย จาก สารบบความ วันนัด พิจารณา โจทก์ และ จำเลย ที่ 1 แถลงรับ ข้อเท็จจริง ว่าเมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน 2521 โจทก์ เริ่ม ทำงาน กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ปี 2522 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ บริษัท ใน เครือ ได้ ออก ระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับ การ ทำงาน ตามเอกสาร หมาย จ. 1 ซึ่ง ระบุ ว่า การ คำนวณ บำเหน็จ ของ พนักงาน ให้ ใช้เงินเดือน อัตรา สุดท้าย คูณ ด้วย จำนวน ปี ที่ทำงาน ต่อมา ปี 2523โจทก์ โอน มา เป็น พนักงานบริษัท โภคภัณฑ์กรุงเทพ จำกัด ใน วันที่ 4 กันยายน 2528 นาย ประเสริฐ พุ่งกุมาร ซึ่ง เป็น ตัวแทน ของ บริษัท โภคภัณฑ์กรุงเทพ จำกัด ได้ เรียก โจทก์ และ บุคคล ที่ เกี่ยวข้อง อีก 2 คน คือ นาย สมชัย วุฒิไกรเกรียง และนางพรทิพย์ กุลภัทราภา เข้า ไป พบ เกี่ยวกับ เรื่อง การ เปลี่ยนแปลง เงินบำเหน็จ โดย ให้ยก เลิกข้อตกลง ใน เรื่อง เงินบำเหน็จ ตาม เอกสาร หมาย จ. 1 และ ให้ คำนวณ เงินบำเหน็จ สำหรับ พนักงาน จน ถึง วันที่ 30 กันยายน 2528 และ หลังจากวันที่ 30 กันยายน 2528 แล้ว จะ ไม่มี การ จ่ายเงิน บำเหน็จ ให้ ซึ่ง มีผล กระทบ ต่อ ผู้บริหาร เพียง 3 คน คือ โจทก์ นาย สมชัย และนางพรทิพย์ โจทก์ และ บุคคล ทั้ง สอง ลงลายมือชื่อ ใน ช่อง ตัวแทน พนักงาน ระดับ บริหารตาม เอกสาร หมาย ล. 1 ต่อมา ใน ปีเดียว กัน นี้ โจทก์ ได้ โอน มา เป็น พนักงานของ บริษัท กรุงเทพค้าสัตว์ จำกัด ปี 2530 โจทก์ โอน มา เป็น พนักงาน ของ บริษัท ฟาร์มกรุงเทพ จำกัด และ ปี 2537 โจทก์ โอน มา เป็น พนักงาน ของ บริษัท จำเลย บริษัท ที่ โจทก์ โอน ย้าย ไป ทำงาน ทั้งหมด นี้ เป็นบริษัท ใน เครือ ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ การ โอน ย้าย กำหนด ให้ นับ อายุงาน ต่อเนื่อง กัน ไป เสมือน ได้ ทำ อยู่ บริษัท เดียว กัน และให้ คง สิทธิ ต่าง ๆ เช่นเดียวกัน ศาลแรงงานกลาง พิจารณา แล้ว วินิจฉัย ว่า แม้ ว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ บริษัท ใน เครือ ได้ ออก ระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับ การ ทำงาน ตาม เอกสาร หมาย จ. 1 ต่อมา ใน ปี 2523 โจทก์ โอน มาเป็น พนักงาน ของ บริษัท โภคภัณฑ์กรุงเทพ จำกัด และ ใน วันที่ 4 กันยายน 2528 โจทก์ ทำ ข้อตกลง เกี่ยวกับ สภาพ การจ้าง แก้ไข เพิ่มเติม ใน เรื่องการ ยกเลิก เงินบำเหน็จ ตาม เอกสาร หมาย ล. 1 ซึ่ง ปรากฏ ลายมือชื่อโจทก์ ใน ช่อง ตัวแทน พนักงาน ระดับ บริหาร โดย มี นาย ประเสริฐ พุ่งกุมาร ซึ่ง โจทก์ ยอมรับ ว่า เป็น ตัวแทน ของ บริษัท โภคภัณฑ์กรุงเทพ จำกัด และ นาย มิน เธียรวร ลงลายมือชื่อ ใน ช่อง ตัวแทน ของ บริษัท ข้อตกลง นี้ มีผล เท่ากับ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5506/2538 · ทนอย Thanoy