คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 5521/2534
หลักกฎหมาย
กำหนดเวลาให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30(2)เป็นการกำหนดเวลาให้ฟ้องคดีมิใช่เป็นอายุความในการเรียกร้องสิทธิใด ๆ และถึงแม้ไม่ได้เป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ แต่เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในป.รัษฎากร ศาลมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้ ก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จำเลยฟ้องโจทก์ให้ชำระหนี้ภาษีอากรกรณีเดียวกันนั้นศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง ขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโจทก์จะต้องอุทธรณ์ต่อศาลใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่ขณะที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น คดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์จึงไม่อาจยื่นฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ อีกทั้งโจทก์ก็ยังไม่มีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลเพราะในขณะนั้นคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางยังมีผลผูกพันคู่ความอยู่พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่โจทก์ไม่อาจขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ต่อศาลก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยที่ศาลพึงขยายระยะเวลาให้โจทก์ได้ เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42(9) นั้น ต้องเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรแสดงว่าต้องพิจารณาเจตนาของผู้ได้มาในขณะได้มาว่าเป็นการได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรหรือไม่การที่ จ. ซื้อที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 แล้วทิ้งไว้นานจนถึงปี พ.ศ. 2523 จึงได้ขายไปโดยไม่ปรากฏว่า จ. ได้ปรับปรุงสภาพที่ดินให้ดีขึ้นอันเป็นปกติวิสัยของผู้ที่มีเจตนามุ่งในทางการค้าหรือหากำไรพึงกระทำและเหตุที่ จ. ซื้อที่ดินมาก็เพื่อหักหนี้ที่สามีของผู้ขายค้างชำระอยู่ส่วนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า จ. ซื้อที่ดินมาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เมื่อขายที่ดินแปลงดังกล่าวไปย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ในส่วนนี้ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ จ.ขณะ จ.ยังมีชีวิต จ. ซื้อที่ดินมาแล้วขายไปโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร การที่เจ้าพนักงานประเมินให้เสียภาษีสำหรับเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 30(2) แห่งประมวลรัษฎากร การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งขยายระยะเวลาและอนุญาตให้ฟ้องไม่ชอบ ที่ดินที่ จ. ซื้อมาแล้วขายไปเป็นการกระทำที่มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 1048/1/79210 ลงวันที่30 มกราคม 2530 ของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยเลขที่284/2530/1 ลงวันที่ 29 กันยายน 2530 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กับให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 74217-74238 รวม22 แปลง 22 โฉนด แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครตามฟ้องเสีย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2511 นายจรูญ วัฒนากร ได้ซื้อที่ดินมา 1 แปลงในราคา 2,406,000 บาท และได้ขายไปเมื่อปี 2523 ในราคา13,233,000 บาท โดยได้ขอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2523 นายจรูญ วัฒนากรได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2529 หลังจากนายจรูญวัฒนากร ถึงแก่กรรมแล้ว ศาลแพ่งได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้นางสาวจำนงค์วัฒนากร และแม่ชีล้วน วัฒนากร เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายจรูญ ต่อมาแม่ชีล้วนเกิดล้มป่วย ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งเพิกถอนแม่ชีล้วนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก คงให้นางสาวจำนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายจรูญแต่เพียงผู้เดียว ต่อมานางสาวจำนงค์ได้ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายจรูญ ศาลแพ่งจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายสนิท วัฒนากร เข้าเป็นผู้จัดการมรดกของนายจรูญแทนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2530 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2523 ถึงกองมรดกของนายจรูญ โดยอ้างว่าขณะที่นายจรูญยังมีชีวิตอยู่นั้นมีเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4936 แขวงคลองเตย เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มจำนวนทั้งสิ้น8,013,848 บาท ผู้จัดการมรดกของนายจรูญได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเงินเพิ่มให้เหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมาย รวมภาษีและเงินเพิ่มที่นายจรูญจะต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 7,346,027.84 บาท ในระหว่างที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยได้ยื่นฟ้องผู้จัดการมรดกของนายจรูญที่ศาลภาษีอากรกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่46/2530 หมายเลขแดงที่ 250/2530 ระหว่างกรมสรรพากร โจทก์แม่ชีล้วน วัฒนากร กับพวก จำเลย โดยขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำทรัพย์สินจากกองมรดกของนายจรูญออกขายเพื่อชำระหนี้ค่าภาษีที่นายจรูญถูกเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บ ต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้มีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องกรมสรรพากร โจทก์ โดยเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมสรรพากรโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลางโดยเห็นว่า กรมสรรพากร โจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบหรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย หลังจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงได้นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ซึ่งในวันที่โจทก์ฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยในคดีนี้นั้น เป็นระยะเวลาเกิน 30 วัน นับแต่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยศาลภาษีอากรกลางได้ขยายระยะเวลาให้โจทก์ฟ้องคดี พิเคราะห์แล้ว ข้อต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยประการแรกมีว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในข้ออุทธรณ์อ้างว่าศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจขยายระยะเวลา เพราะเป็นอายุความในการฟ้องคดี และมิใช่กำหนดระยะเวลาในทางพิจารณาความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 หรือระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กำหนดเวลาให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นการกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดย่อมจะไม่มีอำนาจในการฟ้องคดี มิใช่เป็นอายุความในการเรียกร้องสิทธิใด ๆ และถึงแม้ไม่ได
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง