ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 5521/2550

หลักกฎหมาย

การที่จะถือว่าบุคคลหนึ่งปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูในขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไปครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต จำเลยทั้งสองรู้แล้วว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ในขณะที่เริ่มก่อสร้างแต่เพียงบางส่วน แต่จำเลยทั้งสองยังจงใจก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จ ทั้งๆ ที่โจทก์ได้แจ้งให้ทราบก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดต่อโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 เมษายน 2537) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12659 ตำบลลำไทร (คลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ) อำเภอวังน้อย (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12658 ตำบลลำไทร (คลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ) อำเภอวังน้อย (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ตลอดแนว เนื่องจากที่ดินของโจทก์ ที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ดินแปลงอื่นที่อยู่ติดกันอีก 4 แปลง รวมเป็น 6 แปลง แบ่งแยกมาจากที่ดินเดิม คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7941 ตำบลคลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 เคยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้ในข้อหาละเมิดว่า ในปี 2535 โจทก์คดีนี้ ใช้ จ้าง วาน ให้ผู้มีชื่อขุดดินของโจทก์ในคดีนี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้ทำที่ดินของจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่สภาพเดิมและให้ชดใช้ค่าเสียหายตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1224/2539 ของศาลชั้นต้น ในคดีดังกล่าวคู่ความขอให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบรังวัดที่ดินและทำแผนที่วิวาทครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.4 แต่เจ้าพนักงานที่ดินนำโฉนดที่แยกจากโฉนดที่ดินเดิมเพียง 4 โฉนดมาปูโฉนดเพื่อทำการรังวัด คู่ความจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบรังวัดที่ดินและทำแผนที่วิวาทเป็นครั้งที่ 2 โดยนำโฉนดที่ดินทั้ง 6 โฉนด ที่แยกจากโฉนดที่ดินเดิมมาปูโฉนดเพื่อทำการรังวัดตามเอกสารหมาย จ.5 คู่ความในคดีดังกล่าวตรวจสอบแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แล้วรับรองว่าถูกต้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยให้เหตุผลว่า ปรากฏตามแผนที่วิวาทว่าที่ดินของจำเลย (โจทก์คดีนี้) ไม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ศาลชั้นต้นอนุญาตจำหน่ายคดีจากสารบบความ คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าบุคคลหนึ่งปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูในขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต สำหรับคดีนี้โจทก์มีนายนพรัตน์ มาประณีต เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2536 โจทก์มาปรึกษาพยานเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินอยู่ติดกันกับที่ดินของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ พยานไปดูที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว พบว่าโรงเรือนดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 295 ตารางเมตร พยานจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้รื้อถอนหรือระงับการก่อสร้างไปยังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับแล้วตามใบตอบรับทางไปรษณีย์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทั้งจำเลยที่ 1 กลับยื่นฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ไปขุดดินในที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้ทำที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิมและเรียกค่าเสียหาย ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 594/2536 หมายเลขแดงที่ 1224/2539 ของศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อมีการทำแผนที่วิวาทแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5521/2550 · ทนอย Thanoy