คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536
ฎีกาที่ 5536/2536
หลักกฎหมาย
คำว่า "นับแต่วันรับแจ้งความ" ตาม มาตรา 31 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มีความหมายว่านับแต่วันส่งคำชี้ขาดไปถึงผู้รับประเมิน หรือ นับแต่วันผู้รับประเมินรับคำชี้ขาด ส่วนข้อความตอนท้ายที่ว่า "ให้ทราบคำชี้ขาด" นั้น เป็นเพียงถ้อยคำขยายความให้ชัดเท่านั้นมิได้หมายความเลยไปถึงว่านับแต่วันที่ได้ทราบข้อความในคำชี้ขาด แม้ตาม มาตรา 31 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จะใช้คำว่า ผู้รับการประเมินก็ตามแต่เมื่อโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดแล้วโจทก์จึงต้องนำคดีมาฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมผู้ให้เช่ากิจการโรงงานสุราได้รับคำชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่ากิจการโรงงานสุราบางยี่ขันจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ตามสัญญาเช่าฉบับปีพ.ศ. 2523-2537 ได้กำหนดให้โจทก์เป็นผู้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนผู้ให้เช่า โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินปีละ 18,387.50 บาท เมื่อวันที่ 26ตุลาคม 2530 กรมโรงงานอุตสาหกรรมผู้ให้เช่ามีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2530 สำหรับโรงเรือนและที่ดินที่ตั้งอยู่ที่ถนนพระสุเมรุ จำนวน 397,200 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2531กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2531 สำหรับโรงเรือนและที่ดินที่ตั้งอยู่ที่ถนนวัดสามพระยา จำนวนเงิน 45,567.50 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1ประจำปี พ.ศ. 2530 และ 2531 ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินต่อจำเลยที่ 2 และโจทก์ได้นำค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีพ.ศ. 2530 จำนวนเงิน 397,200 บาท และ 2531 จำนวนเงิน 45,567.50บาท ไปชำระเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2530 และวันที่ 26 พฤษภาคม 2531แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ประเมิน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2533 โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาถอนการประเมินและคำชี้ขาด แต่กรมโรงงานอุตสาหกรรมแจ้งว่าไม่สามารถฟ้องร้องจำเลยทั้งสองได้เพราะขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีการที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมปฏิเสธไม่ยอมดำเนินคดีให้อ้างว่าขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้แก่จำเลยที่ 1สำหรับปี พ.ศ. 2530 และ 2531 รวมเป็นเงินจำนวน 442,767.50 บาทอันเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินซ้ำซ้อนกัน 2 ครั้งขอให้พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2530 และ 2531กับให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน จำนวนเงิน 442,767.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มีฐานะเป็นผู้เช่าทรัพย์สินจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และไม่ถือว่าเป็นผู้รับประเมิน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หากศาลฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วทั้งนี้เพราะกรมโรงงานอุตสาหกรรมผู้รับประเมินและเป็นผู้มีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2533แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2533 ซึ่งเกินกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดดังกล่าวตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดคำร้องที่ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีนายยิ่งยงเป็นอธิบดี ซึ่งเป็นตัวแทนหรือผู้แทนของกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2จะมีผลตามกฎหมายก็ต่อเมื่อนายยิ่งยงได้รับทราบแล้ว นายยิ่งยงรับทราบเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2533 ทั้งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินได้บัญญัติข้อความไว้ว่า "นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด" หากกฎหมายประสงค์จะให้การส่งคำชี้ขาดถึง ถือว่าได้ทราบคำชี้ขาดแล้วก็เพียงบัญญัติว่า "นับแต่วันแจ้งคำชี้ขาด"ไม่จำเป็นต้องมีคำว่า "ให้ทราบคำชี้ขาด" จึงจะถือว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับทราบคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 20 เมษายน 2533ไม่ได้ ฉะนั้นการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 22 พฤษภาคม 2533จึงยังไม่หมดสิทธิที่จะนำคดีมาสู่ศาล เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 31 วรรคแรกบัญญัติไว้ว่า "ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในคำชี้ขาด จะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องก็ได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด" คำว่า"นับแต่วันรับแจ้งความ" มีความหมายว่านับแต่วันส่งคำชี้ขาดไปถึงผู้รับประเมิน หรือนับแต่วันผู้รับประเมินรับคำชี้ขาด ส่วนข้อความตอนท้ายที่ว่า "ให้ทราบคำชี้ขาด" นั้น เป็นเพียงถ้อยคำขยายความให้ชัดเท่านั้น หาได้หมายความเลยไปถึงว่านับแต่วันที่ได้ทราบข้อความในคำชี้ขาดแต่อย่างใดไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง