ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567

ฎีกาที่ 5547/2567

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.02 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ความผิดดังกล่าวไม่ใช่เป็นความผิดร้ายแรง ไม่สามารถนำไปสู่การยึด อายัด และริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ได้ อีกทั้งหากกรณีจำเลยเป็นข้าราชการหรือเจ้าพนักงานของรัฐ ก็ไม่อาจลงโทษหนักเป็นสามเท่าตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้ จึงเห็นได้ชัดว่าความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมอยู่ในกลุ่มเดียวกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 107, 164 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แม้กฎหมายใหม่บัญญัติให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดร้ายแรงทำนองเดียวกับฐานผลิต นำเข้า ส่งออก และจำหน่ายตามมาตรา 90 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 ก็ตาม แต่ไม่มีผลย้อนหลังทำให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมกลายเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายใหม่ไปได้ ตามนัย ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.02 กรัม ต้องด้วยข้อนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามกฎกระทรวง กำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ข้อ 2 (จ) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 107 วรรคสอง ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 164 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เบากว่าบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเบากว่าโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ดังนั้น จึงต้องลงโทษจำเลยตาม ป. ยาเสพติดมาตรา 107 วรรคสอง, 164 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26/3, 67, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 331/2564 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 26/3 วรรคหนึ่ง, 67, 76 วรรคหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุสิบเก้าปีเศษ แต่ไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 8 เดือน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 4 เดือน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 5 เดือน นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 331/2564 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุตั้งแต่สิบแปดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 เดือน 10 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 20 วัน ให้ยกฟ้องข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คืนกัญชาที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และถุงพลาสติก 1 ใบ ที่จำเลยใช้บรรจุกัญชาให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.02 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และถือว่าความผิดดังกล่าวไม่ใช่เป็นความผิดร้ายแรง ไม่สามารถนำไปสู่การยึด อายัด และริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ได้ อีกทั้งหากกรณีจำเลยเป็นข้าราชการหรือเจ้าพนักงานของรัฐฯ ก็ไม่อาจลงโทษหนักเป็นสามเท่าตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้ จึงเห็นได้ชัดว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิม อยู่ในกลุ่มเดียวกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107, 164 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แม้กฎหมายใหม่บัญญัติให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดร้ายแรงทำนองเดียวกับฐานผลิต นำเข้า ส่งออก และจำหน่าย ตามมาตรา 90 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 ก็ตาม แต่ไม่มีผลย้อนหลังทำให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิม กลายเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายใหม่ไปได้ ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวนเล็กน้อยเพียง 1 ซองหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ 0.02 กรัม ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามกฎกระทรวง กำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ข้อ 2 (จ) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคสอง ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 164 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เบากว่าบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเบากว่ากำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ดังนั้น จึงต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 107 วรรคสอง, 164 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง