คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 5554/2542
หลักกฎหมาย
ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น หมายถึงอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นบทกำหนดโทษ หาใช่เป็นบทเพิ่มโทษไม่ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานร่วมกันขายอีเฟดรีนและให้เพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯมาตรา 10 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีอีเฟดรีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 40,000 เม็ด น้ำหนักสุทธิรวม 3,584 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนักรวม 45.2 กรัม อันเป็นจำนวนเกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้อนุญาต และจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันขายอีเฟดรีนดังกล่าวให้แก่ผู้ล่อซื้อ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมอีเฟดรีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7, 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 6(7 ทวิ), 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันขายอีเฟดรีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 20 ปี ให้เพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 เป็นจำคุกคนละ 60 ปี แต่คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบอีเฟดรีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2538 เวลากลางคืน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจทางหลวง 1กองบังคับการตำรวจทางหลวง จังหวัดนครปฐมตรวจค้นรถยนต์กระบะซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ มีจำเลยที่ 1 นั่งไปด้วย ที่ลานจอดรถของโรงแรมเอราวัณ จังหวัดนครปฐม แล้วจับกุมจำเลยทั้งสองมาดำเนินคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวรพล สุนนท์ชัย นายดาบตำรวจสุภณ อิศรเมธางกูร และจ่าสิบตำรวจกฤษดา โต้วฮวดใช้ มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ได้ไปร่วมตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสองด้วยกัน โดยร้อยตำรวจเอกวรพลได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จึงสั่งการให้นายดาบตำรวจสุภณและจ่าสิบตำรวจกฤษดาปลอมตัวเป็นพ่อค้าไปติดต่อล่อซื้อ เมื่อนัดหมายกับผู้ขายได้แล้วว่าจะส่งของและชำระเงินกันที่ลานจอดรถของโรงแรมเอราวัณ นายดาบตำรวจสุภณและจ่าสิบตำรวจกฤษดาจึงได้รายงานให้ร้อยตำรวจเอกวรพลทราบ ร้อยตำรวจเอกวรพลวางแผนจับกุมโดยให้นายดาบตำรวจสุภณและจ่าสิบตำรวจกฤษดานำรถยนต์เก๋งพร้อมเงินที่ใช้ล่อซื้อไปจอดรอที่ลานจอดรถของโรงแรมดังกล่าว ส่วนร้อยตำรวจเอกวรพลและเจ้าพนักงานตำรวจรวม 9 คน ซุ่มดูอยู่ เวลา 20 นาฬิกาเศษจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะเข้ามาจอดเทียบ แล้วจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์มายืนคุยกับนายดาบตำรวจสุภณและจ่าสิบตำรวจกฤษดา จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 หยิบถุงพลาสติกซึ่งวางอยู่ที่กระบะท้ายรถมาส่งให้นายดาบตำรวจสุภณเปิดดู เมื่อเห็นว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ นายดาบตำรวจสุภณ จึงใช้มือลูบศรีษะเป็นสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มดูอยู่กรูเข้ามาจับจำเลยทั้งสองไว้ได้ ถุงพลาสติกที่นายดาบตำรวจสุภณเปิดดูนั้นมีวัตถุออกฤทธิ์บรรจุอยู่ 40,000 เม็ด เห็นว่าพยานโจทก์ผู้จับกุมทั้งสามปากดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธ ทุกปากเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสอง ได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเช่นเดียวกับพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งต้องทำงานในหน้าที่ร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจอยู่ จึงไม่น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งใส่ร้ายกันโดยไม่มีมูลความจริง และของกลางที่อยู่ในถุงพลาสติก 40,000 เม็ดนั้น โจทก์มีนางสาวพัชราวัล พันธศิลาโรจน์ นักวิชาการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้ตรวจพิสูจน์มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าเป็นอีเฟดรีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภทที่ 2 ของกลางมีจำนวนมากถึง 200 ซอง ซองละ 200 เม็ด รวม 40,000 เม็ด เป็นจำนวนมากเกินกว่าที่จะเป็นการซื้อขายกันตามปกติธรรมดาทั่วไป น่าจะต้องมีการติดต่อตกลงกันจนเป็นที่แน่ใจก่อนจะนำมาส่งมอบกัน ข้อนี้นายดาบตำรวจสุภณและจ่าสิบตำรวจกฤษดาพยานโจทก์ยืนยันว่าสายลับเป็นผู้พาพยานโจทก์ทั้งสองไปพบจำเลยที่ 2 เพื่อเจรจาก่อน ในครั้งแรก ๆ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง