คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 5566/2544
หลักกฎหมาย
เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้ารูปตา 1 ตา และเครื่องหมายการค้ารูปนกอินทรี 1 ตัว และจำเลยได้ทำเครื่องหมายการค้ารูปตา 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว แต่ลักษณะดวงตามีรัศมี 19 เส้น เหมือนรูปตาตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์และรูปนกอินทรีก็ถือกิ่งไม้ 1 กิ่ง กับลูกศร 3 ดอก เหมือนรูปนกอินทรีตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์เช่นกัน คงต่างกันแต่จำนวนดวงตาและจำนวนนกอินทรีเท่านั้น และจำเลยได้นำเครื่องหมายการค้าที่ทำขึ้นไปใช้กับสินค้าของจำเลยนำออกจำหน่าย อันแสดงให้เห็นได้ถึงเจตนาของจำเลยที่จะทำให้ประชาชนสับสน หลงผิด หลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนขึ้นและนำไปใช้กับสินค้านั้นเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ย่อมเป็นความผิดตามคำฟ้องได้ โดยไม่จำต้องคำนึงถึงกรณีที่จำเลยทำเลียนเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว จำเลยจะนำไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้หรือไม่ หรือนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนให้หรือไม่ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวนั้น เป็นเพียงเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนขึ้นนั้น ในภาพรวมของแต่ละเครื่องหมายมีลักษณะเพียงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์เท่านั้น ไม่ได้เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทุกประการจนถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนทั้งสองเครื่องหมายนี้เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน และแม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ฎีกาขึ้นมาโดยตรงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นความผิด ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 การที่โจทก์จะขอให้ศาลบังคับตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 116 ต้องปรากฏในขณะที่ยื่นคำขอว่าจำเลยได้กระทำการหรือกำลังจะกระทำการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีคำขอดังกล่าวมาท้ายคำฟ้องซึ่งบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดข้อหาปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ระหว่างเดือนมกราคม 2536 ถึงปลายเดือนมกราคม 2540 อันเป็นการแสดงว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวเสร็จสิ้นไป ก่อนวันที่โจทก์มีคำขอมาท้ายคำฟ้องประมาณ 7 เดือน ไม่ใช่กรณีที่กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำการหรือกำลังจะกระทำการดังกล่าวในขณะที่โจทก์มีคำขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 116 คำขอของโจทก์เช่นนี้จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 116 ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาบังคับให้จำเลยระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กรณีเช่นนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 18ป.อ. 273ป.วิ.อ. 185ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 215ป.วิ.อ. 218ป.วิ.อ. 220ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 108พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 109พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 116
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 273, 274 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 107, 108, 109 และมีคำสั่งให้จำเลยระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 116 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 274 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 116 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 90,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 60,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 274 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 107, 109 การกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองเป็นเครื่องหมายการค้ารูปตา 1 ตา และเครื่องหมายการค้ารูปนกอินทรี 1 ตัว และจำเลยได้ทำเครื่องหมายการค้ารูปตา 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว แต่ลักษณะดวงตามีรัศมี 19 เส้น เหมือนรูปตาตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง และรูปนกอินทรีก็ถือกิ่งไม้ 1 กิ่ง กับลูกศร 3 ดอก เหมือนรูปนกอินทรีตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองเช่นกันคงต่างกันแต่จำนวนดวงตาและจำนวนนกอินทรีเท่านั้น หากนำมาใช้กับสินค้าประเภทเดียวกันย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงนับได้ว่าการที่จำเลยทำเครื่องหมายการค้ารูปตา 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว ซึ่งจำเลยจัดทำโดยเรียงรูปออกเป็น 2 ลักษณะ จำนวน 2 เครื่องหมาย ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองนี้เป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามฟ้องก็ต่อเมื่อเป็นการเลียนโดยมีเจตนาพิเศษที่จะทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งในส่วนความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้อง ข้อ 3 (ก) นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาว่า จำเลยได้ทำเครื่องหมายการค้ารูป 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองเพียงจำนวนตาและนกอินทรีเท่านั้น จึงคล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองถึงขนาดที่จะทำให้ประชาชนหลงผิดได้ชัดเจน และยังปรากฏว่าจำเลยได้นำไปใช้กับสินค้าของจำเลยนำออกจำหน่าย อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นได้ถึงเจตนาของจำเลยที่จะทำให้ประชาชนสับสน หลงผิด หลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนขึ้นและนำไปใช้กับสินค้านั้นเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองได้อย่างชัดเจนอยู่ในตัวแล้วย่อมเป็นความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) นี้ได้ ทั้งนี้โดยไม่จำต้องคำนึงถึงกรณีที่จำเลยทำเลียนเครื่องหมายการค้านั้นแล้วจำเลยจะนำไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้หรือไม่ หรือนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนให้หรือไม่ และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) นี้โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้านำออกจำหน่ายดังกล่าว และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยในความผิดกรรมนี้ กับให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) โดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนในความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องข้อ 3 (ข) ซึ่งศาลอุทธรณ์พ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง