คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 5568/2537
หลักกฎหมาย
ที่ดินและบ้านพิพาทเดิมโจทก์เป็นผู้ซื้อจาก บ. และจำนองไว้กับธนาคาร แม้ได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยแต่โจทก์และครอบครัวยังคงอยู่อาศัยในที่พิพาท และเป็นผู้ชำระหนี้จำนองเป็นรายเดือนตลอดมา สาเหตุที่โจทก์ต้องทำนิติกรรมพิพาท เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ไปชำระหนี้อีกทั้งสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทมีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขพิเศษให้โจทก์มีสิทธิซื้อคืนได้ตลอดเวลาแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีความประสงค์ที่จะได้กรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ที่ซื้อโดยแท้จริง นิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมิได้ซื้อขายกันจริง จึงไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมายนิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะ กรณีที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยในราคาที่ดินและบ้านพิพาทตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้นำสืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยไปได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยใหม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 65953 และ 69245 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกสองชั้นเลขที่ 435 โดยโจทก์ซื้อมาจากบริษัทอินเตอร์คอนติเนนตัลเฮ้าส์ซิ่งประเทศไทย จำกัด และบริษัทสยามเฮ้าส์ซิ่ง จำกัดแล้วโจทก์ได้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวไปจำนองไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด เป็นเงิน 150,736.54 บาท นำเงินที่ได้จากการจำนองดังกล่าวไปชำระหนี้ค่าที่ดินและบ้านให้แก่บริษัทอินเตอร์คอนติเนนตัลเฮ้าส์ซิ่งประเทศไทย จำกัด และบริษัทสยามเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด ผู้ขายและโจทก์ได้ผ่อนชำระการจำนองให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เดือนละ 1,562.91 บาท ตลอดมาเมื่อประมาณปลายปี 2523 กิจการของโจทก์ขาดทุน โจทก์เป็นหนี้เจ้าหนี้หลายรายเป็นเงินจำนวนมาก ไม่สามารถจะหาเงินมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ได้ โจทก์จึงขอร้องให้จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้ในรูปนิติกรรมการซื้อขาย เพื่อเป็นการอำพรางความจริงต่อเจ้าหนี้ของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราว โจทก์จำเลยจึงได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของโจทก์ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ตามข้อสัญญาหรือข้อตกลงที่จำเลยตกลงกับโจทก์ แต่จำเลยได้ไปทำการชำระหนี้จำนองที่ค้างอยู่ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้รับจำนองและรับโฉนดไว้ในความครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทำการไถ่ถอนจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 65953 และ 69245 โดยนำเงินจากโจทก์จำนวน 36,823.86บาท ไปชำระหนี้จำนอง และรับโฉนดที่ดินจากผู้รับจำนองนำไปจดทะเบียน ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วยการปลอดจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เป็นผู้ถือ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 800,000บาท หากจำเลยไม่ชำระเงินจำนวน 800,000 บาท แทนการโอนที่ดินให้โจทก์ในทันทีแล้ว ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 65953 และ 69245 จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยนิติกรรมซื้อขายกับโจทก์และจำเลยได้ชำระราคาให้โจทก์ครบถ้วนในวันจดทะเบียนไม่ใช่นิติกรรมอำพรางหรือเจตนาลวงหรือกลฉ้อฉล ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า บ้านเลขที่ 435 ซึ่งปลูกอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 65953 และ 69245 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยโจทก์ได้ให้จำเลยและบริวารอยู่ในบ้านพิพาท โดยจำเลยยอมรับภาระในการชำระหนี้จำนองบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด แทนโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการอยู่อาศัยในอัตราเดือนละ 1,562.91 บาทต่อมาจำเลยได้กล่าวอ้างว่าการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเจตนาลวง และได้ฟ้องต่อศาลให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 435 ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 9,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงของบ้านและที่ดินโฉนดตามที่โจทก์ฟ้อง การทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นการสมรู้ร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยแสดงเจตนาลวงต่อบุคคลที่สาม เพื่อให้บุคคลที่สามเข้าใจหรือทราบว่าที่ดินและบ้านพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลย นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะขอให้ยกฟ้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกันโดยเรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ และให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 17167/2529 (สำนวนแรก) ส่วนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 11299/2531 (สำนวนหลัง) พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 435 และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนที่โจทก์ฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยรู้จักคุ้นเคยมีความสัมพันธ์สนิทสนมกันมาเป็นเวลานาน ที่ดินและบ้านพิพาทเดิมโจทก์เป็นผู้ซื้อและจำนองไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด แม้เมื่อได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยแล้วโจทก์และครอบครัวยังคงอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาท และเป็นผู้ชำระหนี้จำนองเป็นรายเดือนตลอดมาจนเกิดกรณีพิพาท ทั้งได้ความชัดว่าโจทก์และภรรยามีภาระหนี้สินอันเกิดจากการซื้อขายหุ้นตั้งแต่ก่อนจะ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง