คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 5569/2555
หลักกฎหมาย
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสิบดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และรุกล้ำที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาท การที่จำเลยทั้งสิบว่าจ้างผู้ออกแบบอาคารพิพาทและใช้วิศวกรควบคุมการก่อสร้างคนเดียวกัน ขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทในคราวเดียวกัน และดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทพร้อมกัน จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบเป็นตัวการร่วมกันดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตและรุกล้ำที่สาธารณะ เมื่อจำเลยทั้งสิบทราบคำสั่งของเทศบาลตำบลแก่งคอยที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และเพราะมีการบอกเลิกผู้ควบคุมงานและยังไม่มีการแจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ จำเลยทั้งสิบไม่ปฏิบัติตาม ยังคงดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไป จึงเป็นความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และร่วมกันดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ ขณะจำเลยทั้งสิบได้รับคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างเพราะดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และเพราะมีการบอกเลิกผู้ควบคุมงานและยังไม่มีการแจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ การก่อสร้างอาคารพิพาทเริ่มไปได้ประมาณ 3 เดือน ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเพียงก่อสร้างฐานราก แต่จำเลยทั้งสิบดำเนินการต่อไปอีกเป็นเวลานานปีเศษ ทั้งในระหว่างนั้นจำเลยทั้งสิบได้รับคำสั่งแจ้งเตือนให้ระงับการก่อสร้างด้วยเหตุเดียวกันอีกหลายครั้ง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการปฏิเสธไม่ยอมรับคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ออกตามกฎหมาย ประกอบกับการดำเนินการก่อสร้างของจำเลยทั้งสิบมีผลทำให้การใช้ประโยชน์สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่สะดวกและขัดข้อง จึงไม่มีเหตุที่จะลดโทษจำเลยทั้งสิบให้เบาลง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบออกจากที่สาธารณะที่รุกล้ำ ไม่ได้มีคำขอให้เว้นระยะห่างด้านหลังอาคารพิพาท 2 เมตร เมื่อที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณะตามฟ้องมีความกว้าง 1.50 เมตร ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเว้นระยะห่างด้านหลังอาคารพิพาท 2 เมตรตลอดแนว จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสิบได้ความว่า ในการดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาท มีการร่นระยะด้านหน้าอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกผิดแผกไปจากแผนผังบริเวณ และได้ความว่า ความยาวของที่ดินที่ก่อสร้างอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกไม่เท่ากัน ข้อเท็จจริงไม่ได้ความชัดว่าด้านหลังอาคารพิพาทด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกแต่ละด้านรุกล้ำที่สาธารณะมากน้อยเท่าใด ประกอบกับการออกจากที่สาธารณประโยชน์เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนจะต้องปฏิบัติด้วยการรื้อถอนอาคารพิพาทส่วนที่รุกร้ำ เมื่อยังไม่ได้ความชัดเจนเกี่ยวกับแนวเขตของอาคารพิพาทส่วนที่ต้องรื้อถอน การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันออกไปจากที่สาธารณประโยชน์ด้านหลังอาคารพิพาท .60 เมตร จึงไม่อาจปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ชอบที่โจทก์จะไปว่ากล่าวดำเนินคดีต่างหาก
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 192ป.อ. 78ป.อ. 83ป.อ. 91พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 31พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 40พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 65พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 67พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 69ป.ที่ดิน 9ป.ที่ดิน 108 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 30, 31, 40, 65, 66 ทวิ, 67, 69, 70, 71 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91 และให้จำเลยทั้งสิบออกจากบริเวณที่สาธารณะที่รุกล้ำตามฟ้อง จำเลยทั้งสิบให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 30 วรรคสอง, 31 (ที่ถูกคือ 31 วรรคหนึ่ง), 40วรรคหนึ่ง (ที่ถูกคือ 40 (1)), 65 วรรคสอง (ที่ถูกคือ 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 66 (ที่ถูกไม่ปรับบท มาตรา 66), 67 (ที่ถูกคือ 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 69 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ (ที่ถูกคือ ฐานดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่) จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน และปรับคนละ 42,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสิบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 16 เดือน และปรับคนละ 28,000 บาท สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (ที่ถูก กับฐานดำเนินการก่อสร้างในระหว่างที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่และฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต) ตาม มาตรา 30 วรรคสอง, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 40 (1) ด้วย), 65, 67 (ที่ถูกคือ 65 วรรคสอง, 67 วรรคสอง ประกอบมาตรา 69) รวม 2 กระทง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วให้ปรับจำเลยทั้งสิบเป็นรายวันอีกกระทงละ 2,000 บาท ต่อคน นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 1 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง กับให้จำเลยทั้งสิบและบริวารร่วมกันออกไปจากที่ดินสาธารณประโยชน์ที่รุกล้ำด้านหลังอาคารกว้าง 0.60 เมตร และให้ร่วมกันเว้นระยะห่างด้านหลังอาคารกว้าง 2 เมตร ตลอดแนว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสิบเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท ต่อคน สำหรับความผิดฐานก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 รวม 606 วัน เป็นเงิน 1,212,000 บาท และความผิดฐานไม่แจ้งชื่อผู้ควบคุมงานคนใหม่ กับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 รวม 601 วัน เป็นเงิน 1,202,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,414,000 บาทต่อคน สำหรับความผิดฐานอื่น และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสิบฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบว่าจำเลยทั้งสิบกระทำความผิดฐานร่วมกันก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณและแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตและรุกล้ำที่สาธารณะหรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3155 เป็นของบริษัทล้อมสหญาติ จำกัด เมื่อปี 2525 บริษัทได้มอบที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่เทศบาลตำบลแก่งคอยเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งในเรื่องนี้นางไพเราะ นายกเทศมนตรีผู้แทนของเทศบาลตำบลแก่งคอยในขณะเกิดเหตุก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันการมอบที่ดินดังกล่าว เมื่อมีการยกที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายทันที โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และสภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมไม่สิ้นไปถึงแม้จำเลยทั้งสิบจะครอบครองและเทศบาลตำบลแก่งคอยไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่มอบ นายบัณฑิตพงศ์ นายช่างโยธา สำนักงานเทศบาลตำบลแก่งคอยในขณะเกิดเหตุและเป็นผู้ออกแบบอาคารพิพาทเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ที่ดินซึ่งเป็นที่ว่างระหว่างกลางด้านหลังอาคารพิพาทมีความกว้าง 1.50 เมตรตลอดแนว และในการออกแบบอาคารพิพาทได้ร่นระยะจากแนวเขตที่ดินด้านหลังทั้งสองด้าน ด้านละ 1 เมตร อาคารพิพาททั้งสองอาคารจะห่างกัน 2 เมตร ซึ่งตามแผนผังบริเวณที่ยื่นประกอบในการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทก็ปรากฏชื่อจำเลยทั้งสิบเป็นผู้ขออนุญาต มีระยะร่นและความกว้างระหว่างด้านหลังอาคารพิพาทสอดคล้องกับที่นายบัณฑ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง