คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 557/2550
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสัญชาติไทยก็ไม่ทำให้ขาดองค์ประกอบความผิดเพราะมิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการกระทำความผิดที่ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันกระทำความผิดและร่วมกันสนับสนุนการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) และนายเชษฐา บุตรเวส เจ้าพนักงานปกครอง 3 ซึ่งเป็นนายทะเบียนและเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชนของอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนมว่า พวกของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นชายสัญชาติลาวที่ยังหลบหนีดังกล่าวชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ จะขอทำบัตรประจำตัวประชาชน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 2 ร่วมกันให้การรับรองต่อนายพิชัยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานว่าพวกของจำเลยทั้งสองดังกล่าวชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ อันเป็นความเท็จ ความจริงชายสัญชาติลาวพวกของจำเลยทั้งสองมิได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้นายพิชัย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นและประชาชนเสียหาย และโดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นเหตุให้นายพิชัย และนายเชษฐาหลงเชื่อว่าเป็นความจริง นายพิชัยจึงสั่งให้นายเชษฐาจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงคำขอมีบัตร บัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายพิชัย นายเชษฐา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นหรือประชาชน และจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก 2 คน ได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่พวกของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 โดยแจ้งข้อความเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวว่าตนชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ จริง และเป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 โดยจำเลยทั้งสองช่วยเหลือแก่พวกของจำเลยทั้งสองที่หลบหนี โดยให้การรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามฟ้องข้างต้นว่าพวกของจำเลยทั้งสองชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ เป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วพวกของจำเลยทั้งสองตามฟ้องดังกล่าวไม่ได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ แต่เป็นผู้มีสัญชาติลาว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกจำเลยดังกล่าว ซึ่งสำเร็จสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้มีชายคนหนึ่งไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอบ้านแพง อ้างว่าชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยมีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง และจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน 5 เป็นผู้ให้ถ้อยคำรับรองต่อนายพิชัยว่า ชายคนที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเป็นนายลาวัลย์ สุทธิ ผู้มีสัญชาติไทยและลงชื่อรับรองไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 จ.4 และ จ.5 เป็นเหตุให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ชายดังกล่าว ต่อมามีผู้ร้องเรียนต่อนายอำเภอบ้านแพงว่า จำเลยที่ 1 นำบุคคลต่างด้าวไปทำบัตรประจำตัวประชาชนแทนนายลาวัลย์ สุทธิ ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง ตามเอกสารหมาย จ.1 ผลการสอบสวนได้ความว่านายลาวัลย์ สุทธิ ถึงแก่ความตายตั้งแต่อายุประมาณ 8 ปี ส่วนชายที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติไทย ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความเท็จตามเอกสารหมาย จ.28 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายลาวัลย์ สุทธิ บุตรของนางหนา สุทธิ ได้ถึงแก่ความตายไปก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง