คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 5581/2562
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องระบุช่วงเวลาซึ่งจำเลยกระทำผิด ช่วงแรกระหว่างเดือนพฤษภาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2559 และช่วงที่สองระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 แม้จะรวมช่วงปิดภาคการศึกษาในวันที่ 1 ถึง 15 พฤษภาคม 2559 เข้าไว้ด้วย ก็มีผลทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดในช่วงเวลาที่ปิดภาคการศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีช่วงระยะเวลาหลังจากที่โรงเรียนเปิดภาคการศึกษาแล้ว ที่โจทก์สามารถนำสืบวันที่จำเลยกระทำผิดได้ เหตุที่โจทก์ระบุวันและเวลากระทำผิดเป็นช่วงเวลาก็เนื่องมาจากไม่ทราบวันและเวลากระทำผิดที่แน่นอน การระบุวันเวลากระทำผิดเป็นช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นการระบุวันและเวลากระทำความผิดของจำเลยในอีกลักษณะหนึ่งโดยชอบ ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว จำเลยฎีกาขอให้ลดค่าสินไหมทดแทนลงอีกนั้น เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องค่าสินไหมทดแทนจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 285 นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 143/2561 ถึง 147/2561 และ 149/2561 ถึง 154/2561 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง พ. ผู้เสียหาย โดยนาย ณ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และชื่อเสียง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 598/2561 ของศาลชั้นต้น คำขอนับโทษต่อจากคดีอื่นนอกจากนี้ให้ยก เนื่องจากศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง พ. โจทก์ร่วม เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ณ. ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 9 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับนาย บ. และนาง ต. ซึ่งเป็นปู่และย่า ขณะนั้น โจทก์ร่วมเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ. โดยเป็นศิษย์อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยซึ่งเป็นครูสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันกระทำความผิดของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุช่วงระยะเวลาซึ่งจำเลยกระทำความผิดไว้เป็น 2 ช่วง คือช่วงแรกในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2559 และช่วงที่สองในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 จึงหาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงปิดภาคการศึกษาในระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 ตุลาคม 2559 ดังข้ออ้างในฎีกาของจำเลยไม่ และถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงแรกโดยรวมเอาระยะเวลาระหว่างปิดภาคการศึกษาในวันที่ 1 ถึง 15 พฤษภาคม 2559 เข้าไว้ด้วยก็ตาม ก็มีผลทำให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในช่วงเวลาที่ปิดภาคการศึกษาดังกล่าวเท่านั้น แต่กรณียังมีช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นซึ่งโรงเรียนเปิดภาคการศึกษาแล้ว ที่โจทก์สามารถนำสืบในรายละเอียดว่าเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดได้ เหตุที่โจทก์ระบุวันและเวลากระทำความผิดไว้เป็นช่วงระยะเวลาเช่นนั้น ก็สืบเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบวันและเวลากระทำความผิดที่แน่นอนของจำเลยนั่นเอง ซึ่งการระบุวันและเวลากระทำความผิดเป็นช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็ถือเป็นการระบุวันและเวลากระทำความผิดของจำเลยในอีกลักษณะหนึ่งโดยชอบเช่นกัน ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอายุ 9 ปีเศษ มิใช่เด็กโต จึงย่อมไม่ประสีประสากับเรื่องในทางเพศระหว่างหญิงชายว่ามีข้อห้ามการถูกเนื้อต้องตัวกันอย่างไร จำเลยเป็นครูของโจทก์ร่วม ไม่ต่างกับญาติผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ที่โจทก์ร่วมต้องให้ความเคารพ พฤติการณ์ซึ่งจำเลยกระทำต่อโจทก์ร่วมดังกล่าว ในความรู้สึกของโจทก์ร่วมจึงคล้ายกับที่ผู้ใหญ่แสดงความเอ็นดูต่อเด็ก โจทก์ร่วมไม่อาจแยกแยะความหนักเบาของการกระทำของจำเลยได้อย่างชัดเจนว่าถึงขั้นที่เป็นการไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วมแล้วหรือยัง กรณีจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เมื่อโจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำดังกล่าวเป็นเวลาต่อเนื่องมายาวนานโจทก์ร่วมก็มิได้บอกกล่าวแก่ผู้ใด หรือแสดงอาการผิดปกติ ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นเพราะโจทก์ร่วมยังไม่อาจเข้าใจถึงสภาพการกระทำอันแท้จริงของจำเลยซึ่งมุ่งหมายลวนลามทางเพศเป็นที่เสียหายต่อโจทก์ร่วมได้ กรณีจึงหาใช่เป็นข้อพิรุธดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด หากการที่โ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง