คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 559/2546
หลักกฎหมาย
น. เป็นผู้ซื้อที่ดิน และต่อมา น. ตกลงยินยอมให้ ม. และ ว. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับค่าตอบแทน ต้องถือว่าเป็นการขายตามความในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรฯ น. จึงเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) และเป็นเงินได้ในปีนั้น ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นสามี น. และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี เงินได้ดังกล่าวของ น. ก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 57 ตรี ไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวหรือไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมรสกับนางนพวรรณ เศรษฐสมภพ เมื่อวันที่ 3 เมษายน2529 และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 ต่อมาเมื่อปี 2543 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อโจทก์สำหรับเงินได้ของปี 2533 โดยอ้างว่าโจทก์มิได้นำเงินได้ที่นางนพวรรณได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าหรือหากำไรไปยื่นแบบรายการภาษี เป็นการยื่นแบบรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ต้องเสียภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าว แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากระหว่างวันที่ 3 เมษายน 2529 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 โจทก์และนางนพวรรณเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2532 นางนพวรรณได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 จากนางมาลัย ชูเพชร์ นาวาตรีวิโรจน์ ชูเพชร์ นาวาอากาศตรีกำพลชูเพชร์ นายอนันต์ ชูเพชร์ และพันจ่าอากาศเอกสถาพร ชูเพชร์ ในราคา 4,200,000บาท และซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 125917 จากนางสาววรรณี เลศะวณิช ในราคา 2,100,000บาท และได้ครอบครองที่ดินทั้งสองโฉนดตลอดมาโดยไม่ปรากฏว่าถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ใด ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2533 นางนพวรรณได้ทำนิติกรรมให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว โดยนางนพวรรณได้รับค่าตอบแทนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,738,750 บาท เมื่อโจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางนพวรรณและอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี 2533 เงินได้พึงประเมินของนางนพวรรณดังกล่าวจึงถือเป็นเงินได้ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษี การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 1 ว่า นางนพวรรณมีเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917หรือไม่ ได้ความจากโจทก์ นางสรินญา (นางนพวรรณ) และนายวิชา พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อปลายปี 2528 นางนพวรรณได้จองซื้อที่ดินไว้ 2 แปลง แปลงที่ 1เนื้อที่ 1 ไร่ แปลงที่ 2 เนื้อที่ 2 ไร่ จากกลุ่มนายหน้าโดยนางนพวรรณผ่อนชำระค่าซื้อที่ดินให้แก่กลุ่มนายหน้าจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2532 กลุ่มนายหน้าให้นางนพวรรณรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงไว้ทั้งหมดซึ่งมีเนื้อที่ 4 ไร่เศษ เหตุที่นางนพวรรณยอมถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนเนื่องจากกลุ่มนายหน้าบอกว่าลูกค้ามีปัญหานางนพวรรณเห็นว่าตนไม่เสียหายแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2533 กลุ่มนายหน้าได้ทำหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันว่านางนพวรรณได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ซึ่งนางนพวรรณก็ได้ลงนามไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ครั้นวันที่ 17 เมษายน 2533 นางนพวรรณจึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถือแทนไว้คืนแก่นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาโดยมีการทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7เห็นว่า นางนพวรรณกับกลุ่มนายหน้า นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อนย่อมไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นแต่ประการใดที่เจ้าของที่ดินหรือกลุ่มนายหน้าจะยอมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวทั้ง ๆ ที่ยังอ้างว่านายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ผู้ซื้ออีก 3 คน ยังมีปัญหาเรื่องการเงินคือยังชำระเงินค่าซื้อที่ดินไม่ครบตามที่ตกลงกัน ซึ่งนายวิชาพยานโจทก์เบิกความว่า พยานจะต้องจ่ายเงินงวดสุดท้ายอีกประมาณสี่ล้านถึงห้าล้านบาท แต่ยังไม่มีเงินพอขอผัดผ่อนไปชำระต้นปี 2533 ดังนี้ เมื่อเจ้าของที่ดินหรือนายหน้าเห็นแล้วว่านายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาชำระราคาไม่ครบถ้วน จึงไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายเพราะถ้าหากจดทะเบียนโอนขายแก่นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาไปแล้ว อาจมีปัญหาไม่ได้รับชำระราคาครบถ้วน เมื่อกลุ่มนายหน้าเกรงว่าจะไม่ได้รับชำระราคาจากนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่กลุ่มนายหน้าจะรับโอนกรรมสิทธิไว้เสียเอง มิใช่เสี่ยงให้เจ้าของที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว กรณีเช่นนี้ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยของกลุ่มนายหน้าที่จะกระทำการให้ตนเองเสียเปรียบ และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่นางนพวรรณทำบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนในวันที่ 17 เมษายน 2533
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง