คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 5620/2552
หลักกฎหมาย
บิดามารดาของเด็กทั้งสามมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพังตามประสาเด็กเท่านั้น แต่เมื่อเด็กทั้งสามไม่กลับบ้านตามปกติ บิดามารดาของเด็กทั้งสามก็ตามหาและแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ การที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กชายทั้งสามซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรตาม ป.อ.มาตรา 317 วรรคสาม ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจการปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลของผู้เยาว์ ไม่ให้ถูกผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล แม้จำเลยทั้งสองจะพูดชักชวนและพาเด็กทั้งสามไปในครั้งเดียวคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลของผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ.มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 317, 341, 343 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 18 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กชายชัยรัตน์ อายุประมาณ 8 ปี เด็กชายอำนวย อายุ 14 ปีเศษ และเด็กชายอาวุธ อายุ 12 ปี อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรหรือไม่ และการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ปัญหาประการแรกมีว่า เด็กชายชัยรัตน์ เด็กชายอำนวย และเด็กชายอาวุธ เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ที่บิดามารดาทอดทิ้งไม่ปกครองดูแลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จริงตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายระพิน บิดาของเด็กชายชัยรัตน์ และนางเล็ก มารดาของเด็กชายอำนวยและเป็นป้าของเด็กชายอาวุธ มาเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามพักอาศัยอยู่กับพยาน ในวันเกิดเหตุเด็กทั้งสามคนออกไปเที่ยวเตร่ตามประสาเด็ก ต่อมาตอนเย็นเด็กทั้งสามไม่กลับบ้านตามปกติ นายระพินก็ได้ออกติดตามตามบ้านเพื่อนเด็กทั้งสามคนแต่ก็ไม่พบ เพียงแต่ทราบว่าเด็กทั้งสามคนถูกคนหลอกให้ขึ้นรถไปแต่ไม่ทราบว่าไปที่ใด นายระพินก็เที่ยวถามหาตามบ้านเพื่อนของเด็กชายชัยรัตน์ ส่วนนางเล็ก ก็ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจในวันรุ่งขึ้นว่าเด็กชายอำนวยหายไปพร้อมกับเด็กชายอาวุธลูกของนางนิดน้องสาวตนซึ่งฐานะยากจนจึงฝากลูกไว้กับตน ตามบันทึกคำให้การของนางนิด หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน เด็กทั้งสามคนกลับมาที่บ้าน และเล่าให้บิดามารดาฟังว่าขณะจำเลยทั้งสองหลอกว่าจะพาไปทำงานบ้านจะให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกตระเวณเรี่ยไรแจกซองทอดผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ จึงพากันหนีกลับบ้าน เมื่อทราบเช่นนั้นนายระพิน นางเล็กและนางนิดจึงได้พาเด็กทั้งสามคนเข้าแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ข้อหาพรากผู้เยาว์ ย่อมแสดงว่า ขณะเกิดเหตุเด็กทั้งสามยังมีบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ดูแลใช้อำนาจปกครองอยู่และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงไม่ใช่เป็นเด็กจรจัด เร่ร่อน ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง บิดามารดาของเด็กทั้งสามคนมีฐานะยากจนต้องออกทำงานหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กทั้งสามคนเที่ยวเล่นอยู่ตามลำพังตามประสาเด็กเท่านั้น แต่ก็ยังใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองชักชวนเด็กทั้งสามคนไปทำงานบ้านอยู่กับจำเลยทั้งสองที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กทั้งสามคน จึงเป็นการพรากเด็กทั้งสามคนไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และการที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยให้รายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองพาเด็กทั้งสามคนไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาไปแจกซองผ้าป่าเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อหาเงินบริจาคสร้างหอระฆังให้แก่สำนักสงฆ์เขาพานทอง โดยจำเลยทั้งสองเป็นคนจัดการเงินที่รับบริจาคมาเอง แต่ต้องนำเงินส่งให้สำนักสงฆ์เขาพานทองเดือนละ 6,000 บาท แต่ต่อมาในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองกลับเบิกความว่า ไม่ได้จ่ายเงินให้สำนักสงฆ์ดังกล่าวเดือนละ 6,000 บาท ทุกเดือน ตามที่ให้การไว้ แต่หลวงพ่อวอน ซึ่งเป็นพระเจ้าสำนักสงฆ์ดังกล่าวเป็นคนนำซองผ้าป่าให้จำเลยทั้งสองพาพระและเณรไปแจกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน โดยเงินที่ชาวบ้านบริจาคจะใส่ลงในตู้รับบริจาคที่มอบให้นำติดรถไปด้วย โดยใส่กุญแจตู้ไว้ ส่วนลูกกุญแจหลวงพ่อวอนจะเก็บรักษาไว้ พอตกเย็นจำเลยทั้งสองก็จะนำตู้รับบริจาคมาส่งมอบคืนแก่หลวงพ่อวอนไปจัดการเอง โดยแต่ละวันที่จำเลยทั้งสองพาพระและเณรออกไปแจกซองผ้าป่า หลวงพ่อวอนจะจ่ายค่าน้ำมันรถให้จำเลยทั้งสอง 300 บาท และค่าอาหารอีก 200 บาท เท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินหรือประโยชน์อื่นใดจากเงินที่รับบริจาคมา โดยจำเลยทั้งสองได้อ้างพระสมศักดิ์ มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การเช่นนั้น ทั้งไม่ได้อ้างพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง