ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 5654/2560

หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 คำว่า "ผู้นำของเข้า" หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครองนี้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร และคำว่า "ผู้ส่งของออก" ให้มีความหมายเป็นทำนองเดียวกันโดยอนุโลม และ ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (11) บัญญัติว่า "ผู้นำเข้า" หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฮ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 แต่ใบขนสินค้าพิพาททั้ง 3 ฉบับ ระบุว่าวันนำเข้าสินค้าซึ่งเป็นวันหลังจาก ฮ. ถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้ง 3 ฉบับ ในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ประกอบกับตามเหตุผลประกอบคำอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งจำเลยรับว่าเป็นผู้ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรและตรวจปล่อย กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของที่นำเข้านับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้นำของเข้า

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่ม 1,642,678 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรที่ชำระขาดอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรที่ค้างชำระ 1,440,946 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระอากรที่ชำระขาดเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นชิปปิ้งรับจัดการธุรกิจออกของอำนวยความสะดวกในการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 6 มกราคม ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 นายฮกได้นำเข้าสินค้าน้ำมันเนย พร้อมยื่นใบขนสินค้าขาเข้าตามแบบแสดงรายการใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแสดงพิกัด 0405.901 อัตราอากรร้อยละ 5 พร้อมกับเสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มผู้นำเข้าได้รับของออกจากการอารักขาของเจ้าพนักงานศุลกากรแล้ว โดยจำเลยลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับ ในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ส่วนผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้าและรับของคือนายฮก ต่อมาโจทก์ทราบว่านายฮกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 โจทก์ที่ 1 ตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าที่นายฮกนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสามฉบับเป็นของพิกัด 0405.909 อัตราอากรร้อยละ 30 รวมแล้วผู้นำเข้าชำระภาษีอากรขาดไป 1,642,678 บาท โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยไม่พิจารณาคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีของจำเลย โดยมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยได้อุทธรณ์ในประเด็นว่า จำเลยมิได้เป็นผู้นำเข้า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนผู้นำเข้าหรือชิปปิ้ง ทำหน้าที่ดำเนินการพิธีศุลกากรและตรวจปล่อยตามที่ผู้นำเข้ามอบอำนาจ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะต้องรับผิดชอบตามแบบแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นการประเมินอากรของเจ้าพนักงานเพราะเหตุการนำเข้าสินค้าน้ำมันเนยของร้านฮกกำจันด์ มีการสำแดงประเภทพิกัดอัตราไม่ถูกต้อง จึงเห็นควรไม่พิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีอากรของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรตามฟ้องต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ปัญหานี้ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวแก่ศุลกากร และในการแปลความแห่งพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายนั้น ๆ ถ้อยคำต่อไปนี้ ถ้าไม่แย้งกับความในบทหรือเนื้อเรื่องไซร้ให้มีความหมายและกินความรวมไปถึงวัตถุและสิ่งทั้งหลายดังกำหนดไว้ต่อไปนี้ คือ...คำว่า "ผู้นำของเข้า" หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครองหรือมีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากรและคำว่า "ผู้ส่งของออก" ให้มีความหมายเป็นทำนองเดียวกัน โดยอนุโลม และประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 บัญญัติว่า ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น... (11) "ผู้นำเข้า" หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า นายฮกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 แต่ปรากฏว่า ใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับระบุว่านำเข้าสินค้าเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2548 วันที่ 12 มีนาคม 2548 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นวันหลังจากนายฮกถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ประกอบกับตามเหตุผลประกอบคำอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 4 ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นผู้ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรและตรวจปล่อย กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของที่นำเข้านับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่า จำเลยเป็นผู้นำของเข้า ดังนั้น สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาตามมาตรา 30 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 100,866 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 100,866 บาท จึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว ส่วนภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จำเลยได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง