คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 5659/2544
หลักกฎหมาย
จำเลยจะมิได้นำเอกสารที่จำเลยปลอมขึ้นไปยื่นแสดงต่อผู้เสียหายที่ 4 ด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจให้ ส. ไปดำเนินการแทนโดย ส. ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม มีผลเท่ากับจำเลยไปดำเนินการด้วยตนเอง เมื่อผู้เสียหายที่ 4 ได้รับเอกสารและดำเนินการให้ตามเอกสารนั้น ผู้เสียหายที่ 4 ย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าว ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยทำปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่ามีการทำปลอมสัญญามาตั้งแต่คำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดก็ไม่มีผลถึงหรือทำให้การกระทำความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเปลี่ยนแปลงไป ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นจึงมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เพราะให้การปฏิเสธมาตลอด จึงไม่เป็นเหตุให้พิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัด และยื่นจดทะเบียนแก้ไขถอนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมออกจากการเป็นหุ้นส่วน อันเป็นการระงับสิทธิในห้างหุ้นส่วน ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3และโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยจึงเป็นผู้เสียหายด้วย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจได้จดทะเบียนณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 2สิงหาคม 2534 มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ลงหุ้นด้วยเงิน 250,000 บาท นายสัมศักดิ์ บัวขาว นางปิ่นทอง ศรพรหมชัยผู้เสียหายที่ 1 และนายเทอดชัย ศรพรหมชัย ผู้เสียหายที่ 2 เป็นหุ้นส่วนลงหุ้นด้วยเงินคนละ 250,000 บาท กับนายพรชัย ศรพรหมชัย ผู้เสียหายที่ 3 เป็นหุ้นส่วนลงหุ้นด้วยเงิน 500,000 บาทต่อมาจำเลยทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3ออกจากหุ้นส่วนโดยถอนเงินลงหุ้นของแต่ละคน อันเป็นการระงับสิทธิของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ในห้างหุ้นส่วนจำกัด อันเป็นความเท็จและจำเลยลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ในเอกสารดังกล่าว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1ถึงที่ 3 ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดขอนแก่น ผู้อื่นและประชาชนเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยใช้โดยอ้างเอกสารสิทธิที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวต่อนายสมพงษ์ นพสุวรรณ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดขอนแก่น ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ ผู้อื่นและประชาชน ต่อมาจำเลยโดยทุจริตได้หลอกลวงผู้เสียหายที่ 4 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งต่อผู้เสียหายที่ 4 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ โดยผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ยินยอมออกจากการเป็นหุ้นส่วน และแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือรับรองฐานะห้างหุ้นส่วนจำกัด อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานและโดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้ผู้เสียหายที่ 4 ทำ ถอน หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ โดยผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3มิได้เป็นหุ้นส่วนอีกต่อไป โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ ผู้อื่นและประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 267, 268, 341 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายเทอดชัย ศรพรหมชัย ผู้เสียหายที่ 2ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสองและจำเลยยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องข้อหาฉ้อโกง และริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ ตามสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม เอกสารหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดอ่างทอง) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนลำดับที่ (4) ถึง (6) ในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดอ่างทอง) มิใช่ลายมือชื่อของตนทั้งปรากฏว่าหลังจากฝ่ายผู้เสียหายมอบอำนาจให้ทนายความไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานสอบสวนได้ส่งลายมือชื่อดังกล่าวไป ให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ตรวจพิสูจน์ซึ่งพันตำรวจโทกำจร ชื่นบำรุง ผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อดังกล่าวเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.2 และ ป.จ. 4(ศาลอาญากรุงเทพใต้) ว่า คุณสมบัติของการเขียนรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันจึงลงความเห็นว่า แต่ละลายมือชื่อไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ส่วนจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2535 โ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง