ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 5670/2546

หลักกฎหมาย

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้ว่าฟ้องโจทก์บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาสำหรับเหตุที่ไม่ได้มีการเติมน้ำมันให้แก่เรือและรายละเอียดของกฎกระทรวงตามวรรคสองของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 มาตรา 102(4) ไม่ใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักในข้อหาที่โจทก์ฟ้อง จึงสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไปได้ แต่อุทธรณ์ของจำเลยไม่ปรากฏเลยว่าเหตุใดจำเลยจึงเห็นว่ากรณีดังกล่าวมิใช่รายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ และเหตุใดจำเลยจึงถือว่ารายละเอียดของกฎกระทรวงเป็นข้ออ้างที่โจทก์ต้องอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา อุทธรณ์ของจำเลยไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับกรมสรรพสามิตโจทก์คืนค่าภาษีคนละเที่ยวเรือกับที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือแต่ละเที่ยวเรือตามคำฟ้องและฟ้องแย้งไม่มีความเกี่ยวข้องกันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ตามคำฟ้องของโจทก์มีประเด็นว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าภาษีที่จำเลยขอรับคืนไป ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยมีประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิเรียกให้โจทก์คืนเงินค่าภาษีที่จำเลยชำระไว้หรือไม่เพียงใด ดังนั้น แม้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำฟ้องแย้งของจำเลยจะเป็นเรื่องของการขอคืนภาษีสรรพสามิตตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตในมาตราเดียวกัน แต่ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำขอของโจทก์กับฟ้องแย้งของจำเลยก็แตกต่างตรงข้ามกันและไม่มีความเกี่ยวพันกันฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ คำฟ้องโจทก์มิได้ยืนยันว่าการที่จำเลยขอรับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือจำเลยได้ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีก็เป็นผลมาจากการที่โจทก์ตรวจสอบพบว่าไม่มีการเติมน้ำมันแก่เรือตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2537 กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่เรื่องจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่อาจนำอายุความเรื่องละเมิดมาบังคับแก่คดีได้ จำเลยใช้สิทธิจากการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตหรือขายหรือจำหน่ายน้ำมันนำน้ำมันที่จำเลยชำระภาษีแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว ขอรับคืนค่าภาษีจากกรมสรรพสามิตโจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 102(4) ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่ามิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยจากโจทก์ การที่จำเลยได้รับเงินค่าภาษีคืนไปแม้ในชั้นแรกจะมีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้ แต่ต่อมาปรากฏว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินก็ถือว่าไม่มีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้เช่นกัน จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เป็นลาภมิควรได้จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406แต่โจทก์ต้องฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกเงินดังกล่าวภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปแก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2539 จึงฟังได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนซึ่งค่าภาษีจากจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่จัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยมีนายสมชัย ฤชุพันธ์ เป็นอธิบดี และการฟ้องคดีนี้ได้มอบอำนาจให้นายวินิจ วินิจฉัยกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นผู้ฟ้องคดีแทน จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผลิตและขายหรือจำหน่ายซึ่งน้ำมันปิโตรเลียมและผลิตผลจากน้ำมันปิโตรเลียมใด ๆ ทุกชนิดและน้ำมัน การผลิตซึ่งน้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันของจำเลยซึ่งกระทำในราชอาณาจักรจึงเป็นการผลิตสินค้าขึ้นในราชอาณาจักร จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีสรรพสามิตต่อกรมสรรพสามิตภายใน10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตออกจากโรงงานอุตสาหกรรมและต้องชำระภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีกร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตดังกล่าวเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้จำนวนภาษีซึ่งจำเลยในฐานะผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ชำระไว้ดังกล่าวข้างต้น หากต่อมาจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้นำน้ำมันที่ได้ชำระค่าภาษีดังกล่าวแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอคืนค่าภาษีสรรพสามิตของปริมาณน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เติมให้แก่เรือดังกล่าวและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยด้วย ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำขอคืนค่าภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นค่าภาษีที่จำเลยได้ชำระไว้ดังกล่าวโดยอ้างและแสดงหลักฐานว่าจำเลยได้เติมน้ำมันโดยแสดงชนิดและปริมาณของน้ำมันให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว อันเป็นการใช้สิทธิขอคืนภาษีตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ตรวจสอบตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงแล้วเชื่อดังที่จำเลยกล่าวอ้างจริง จึงมีผลให้จำเลยมีสิทธิได้รับคืนภาษีตามเงื่อนไขของมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้คืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย ตามจำนวนที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวให้แก่จำเลย และจำเลยได้รับคืนแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่าตามเอกสารและพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงเพื่อขอคืนค่าภาษีและได้รับคืนค่าภาษีไปแล้วดังกล่าวข้างต้นนั้น แท้ที่จริงแล้วมิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่จำเลยได้รับคืนไปดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่นำมาคืนให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น ที่จำเลยอ้างว่านำน้ำมันขึ้นเรือแต่ตรวจพบว่าไม่ได้นำขึ้นเรือรวมทั้งสิ้น 85 ครั้ง ค่าภาษีสรรพสามิตและค่าภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่จำเลยได้รับคืนไปและมีหน้าที่ต้องนำมาคืนโจทก์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 19,654,220.18 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยนำค่าภาษีจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ จำเลยได้รับแจ้งแล้วแต่จำเลยหาได้นำค่าภาษีจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ไม่ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนค่าภาษีที่จำเลยรับคืนไปดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนค่าภาษีที่จำเลยได้รับคืนไป ทั้งนี้คำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นจำนวนเงิน 7,310,321.38 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 26,964,541.56 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 19,654,220.18 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยไม่เข้าใจและไม่อาจให้การต่อสู้คดีได้โดยแจ้งชัด โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าไม่มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีขนาดเกิน 500 ตันกรอสส์ แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวให้แจ้งชัดว่าเพราะเหตุใดจึงมิได้มีการเติมน้ำมัน ทั้ง ๆ ที่โจทก์ยอมรับแล้วว่าในการขอคืนภาษีจำเลยได้เสนอหลักฐานต่าง ๆ และโจทก์ก็ได้คืนภาษีให้จำเลยไปแล้ว ฉะนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องกล่าวในคำฟ้องเพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดโจทก์จึงอ้างดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากร เป็นการอ้างข้อเท็จจริงตามคำบอกเล่าของผู้อื่นมาเป็นเหตุฟ้องคดีนี้ เป็นการเพิ่มคำฟ้องซึ่งเคลือบคลุมอยู่แล้วให้เคลือบคลุมและไม่มีสภาพเป็นการฟ้องยิ่งขึ้น และข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่า "จากการที่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 102(4)... จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนค่าภาษี..." นั้น โจทก์มิได้กล่าวโดยแจ้งชัดว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5670/2546 · ทนอย Thanoy