คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 5677/2555
หลักกฎหมาย
ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมาย ให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ไม่ แม้โจทก์ทั้งสามกับบริษัท ส. ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ จะเป็นคู่ความเดียวกันและพยานหลักฐานของจำเลยจะเป็นชุดเดียวกันกับจำเลยเคยอ้างและนำสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาก่อนซึ่งถึงที่สุด โดยมิได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ เป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (5) และมาตรา 227 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายธีรภัณฑ์ โจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตาย นายดุสิต บุตรของโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายพงศธร บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญารับจ้างกรมทางหลวงสร้างทางสายพิมาย - หินดาด ตามที่ประมูลได้ โดยแบ่งงานเป็น 16 งวด ต่อมาบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงให้โจทก์ที่ 1 สร้างทางสายดังกล่าวตั้งแต่งวดที่ 8 ถึง 16 ต่อจากที่บริษัทได้สร้างไว้ตามหนังสือสัญญาจ้างและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาและมอบเครื่องจักรให้โจทก์ที่ 1 ใช้ในการก่อสร้างทาง ในระหว่างงวดงานที่ 15 โจทก์ที่ 1 ได้ขนย้ายเครื่องจักรไป ต่อมาบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด โดยจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการได้มอบอำนาจให้นายธนศักดิ์ น้องของจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คือ ลักเครื่องจักรซึ่งเป็นของบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัดไป ภายหลังพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหาโจทก์ทั้งสามตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1155/2529 หมายเลขแดงที่ 606/2533 ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันลักเครื่องจักรของบริษัทไปและบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ในชั้นพิจารณาเมื่อจำเลยได้เบิกความในคดีสรุปความได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 (โจทก์ที่ 1 คดีนี้) ได้เข้าทำงานสร้างถนนต่อ จำเลยที่ 1 ได้ยืมเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องจักรนั้นเป็นของโจทก์ร่วม (บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด คดีนี้) จำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อจะซื้อเครื่องจักรกับโจทก์ร่วมเลยและจำเลยที่ 3 (โจทก์ที่ 3 คดีนี้) สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยคดีนี้ 200,000 บาท เป็นค่าตอบแทนในการเข้าทำงานและเครื่องจักรให้ยืมไปใช้มิได้มอบการครอบครองให้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสาม(โจทก์ทั้งสามคดีนี้) มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยมีการชำระราคาแล้ว กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ขายจึงโอนไปยังโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสามไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ พิพากษายืน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำข้อเท็จจริงในคดีอาญาคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ขายเครื่องจักรที่ใช้งานสร้างทางให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว มารับฟังและวินิจฉัยเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ปรากฏในสำนวนหรือไม่ เห็นว่า ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้นไม่ แม้โจทก์ทั้งสามกับบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ จะเป็นคู่ความเดียวกันและพยานหลักฐานของจำเลยจะเป็นชุดเดียวกันกับจำเลยเคยอ้างและนำสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุด โดยมิได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (5) และมาตรา 227 ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยเบิกความในคดีอาญาคดีก่อนตามฟ้องโจทก์เป็นการเบิกความตามความเป็นจริงและโดยสุจริตหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปความ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง