ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 5683/2546

หลักกฎหมาย

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 10 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับไปทั้งหมด ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยพบว่ายังมีเฮโรอีนอยู่ในครอบครองที่ตัวจำเลยอีกจำนวน 1 หลอด แสดงว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างกัน ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.880กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.048 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2376/2542 ของศาลชั้นต้นกับคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 1,000 บาท แก่เจ้าของ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่เนื่องจากความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2541 (ที่ถูก 2376/2542) ของศาลชั้นต้น ธนบัตรของกลางคืนเจ้าของ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.880 กรัม เฮโรอีนจำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.048 กรัม และธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ฉบับ เป็นของกลางคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสุริยัน อัลยุฟรี และสิบตำรวจเอกบอรอเหม สะมะแอ ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุมีสายลับมาแจ้งว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่ปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุในเวลากลางคืนเป็นประจำ และสายลับสามารถล่อซื้อได้ จึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาเอกสารและลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วมอบธนบัตรให้สายลับนำไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย โดยสิบตำรวจเอกบอรอเหมกับพวกไปซุ่มดูอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดไว้บนถนนฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันและจ่าสิบตำรวจสุริยันกับพวกไปจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ในซอยศรีนาเจริญ ซึ่งอยู่เยื้องกับปั๊มน้ำมัน ครั้นเวลา 19 นาฬิกาเศษสายลับขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันได้ประมาณ 5 นาที ถึง 10 นาที ก็มีจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดเทียบและคุยกัน สักครู่ก็มีการส่งมอบสิ่งของให้แก่กันจากนั้นสายลับใช้มือลูบศีรษะส่งสัญญาณให้ทราบว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้วพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงพากันขับรถไปที่ปั๊มน้ำมันเพื่อจับกุมจำเลย แต่จำเลยไหวทันได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีเข้าไปในซอยข้างปั๊มน้ำมัน พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกขับรถไล่ติดตามไปได้ประมาณ 150 เมตร ถึงทางโค้งรถจักรยานยนต์ของจำเลยเสียหลักล้มลง จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปข้างทางพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกวิ่งไล่ติดตามจับกุมจำเลยไว้ได้ จากการตรวจค้นตัวจำเลยพบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ฉบับที่ใช้ล่อซื้อ และเฮโรอีนจำนวน 1 หลอด ในกระเป๋าเสื้อของจำเลย เมื่อนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ที่ได้จากสายลับมาให้จำเลยดู จำเลยยอมรับว่าเป็นของจำเลยที่ได้จำหน่ายให้แก่สายลับ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย ทั้งต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกันโดยตลอด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าขณะจำเลยไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ตลาดโต้รุ่งในอำเภอเมืองปัตตานี มีเจ้าพนักงานตำรวจไปบอกให้จำเลยไปที่สถานีตำรวจอ้างว่ามีธุระจะพูดด้วย แต่เมื่อจำเลยไปถึงสถานีตำรวจเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองที่ว่าสายลับมาแจ้งว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ในปั๊มน้ำมันและต่อมาจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่สายลับในปั๊มน้ำมันเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือเพราะเมื่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5683/2546 · ทนอย Thanoy