ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 5701/2538

หลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาและจะเข้าทำประโยชน์แต่จำเลยขัดขวางอ้างว่าเช่าที่พิพาทเพื่อทำนาจากช. คชก.ตำบลได้พิจารณาและมีคำสั่งว่าจำเลยไม่มีสิทธิเป็นผู้เช่านาและไม่มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยออกไปแต่จำเลยเพิกเฉยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองเสียหายฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองและคำขอบังคับอีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา172วรรคสองฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่เคลือบคลุม ตามรายงานการประชุมของคชก.ตำบลปรากฏว่ามีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม9คนครบองค์ประชุมโดยจำเลยเข้าร่วมประชุมด้วยจึงมีกรรมการของคชก.ตำบลเข้าร่วมประชุมเกินกึ่งหนึ่งซึ่งครบองค์ประชุมตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯมาตรา18วรรคหนึ่งที่ประชุมมีมติว่าจำเลยไม่มีสิทธิเป็นผู้เช่านาและไม่มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจำเลยไม่เห็นด้วยแต่มิได้อุทธรณ์มติดังกล่าวต่อคชก.จังหวัดภายใน30วันนับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลแต่ต้องไม่เกิน60วันนับแต่วันที่คชก.ตำบลมีคำวินิจฉัยคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯมาตรา56วรรคสองจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะทำนาในที่ดินพิพาทต่อไปโจทก์ทั้งสองชอบที่จะฟ้องจำเลยได้ จำเลยฎีกาว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในปัญหาที่ว่ามติของคชก.ตำบลชอบด้วยกฎหมายเพราะมีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่เป็นการไม่ชอบในปัญหานี้เป็นประเด็นเดียวกับเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งจำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การและยังคงโต้แย้งตลอดมาจนถึงชั้นฎีกาแต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยไว้จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา131(2)ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยยังมีสิทธิทำนาในที่ดินพิพาทและคชก.ตำบลไม่มีอำนาจวินิจฉัยและลงมติว่าจำเลยไม่มีสิทธิเป็นผู้เช่านาและไม่มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองดังนี้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยการเช่าที่ดินพิพาทเพื่อทำนาคชก.ตำบลจึงมีอำนาจวินิจฉัยข้อพิพาทอันเกิดแต่การเช่าตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯมาตรา13(2)สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4041 โดยซื้อต่อมาจากนายวิเชียร บุญนาค โจทก์ทั้งสองจะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ปรากฏว่าจำเลยห้ามโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทนั้นจำเลยเช่าทำนาอยู่โดยเช่ามาจากนายเชื้อ การสมวรรณ ต่อมา คชก.ตำบลชายนาได้พิจารณาและมีคำสั่งถึงที่สุดว่าจำเลยไม่มีสิทธิเป็นผู้เช่านา และไม่มีสิทธิซื้อที่ดินแปลงนี้ตามกฎหมายและประธาน คชก.ตำบลชายนาได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่นาของโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไปการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4041ตำบลชายนา อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโจทก์ทั้งสองและห้ามไม่ให้จำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน495,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับชำระค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเดือนละ15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หากโจทก์ทั้งสองจะเสียหายก็ไม่เกินปีละ 12,810 บาท ที่ดินพิพาทนั้นเดิมเป็นของนายวิเชียร บุญนาค ซึ่งมอบให้นายเชื้อ การสมวรรณ นำไปให้จำเลยเช่าโดยความรู้เห็นยินยอมของนายวิเชียร จำเลยจึงเป็นผู้เช่าโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายวิเชียร จึงต้องรับโอนทิ้งสิทธิและหน้าที่จากนายวิเชียรในที่ดินแปลงนี้ด้วย โจทก์ทั้งสองไม่เคยบอกเลิกการเช่านาแก่จำเลยและไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทจำเลยจึงมีสิทธิทำนาแปลงนี้ในฐานะผู้เช่า ขณะนี้ คชก.ตำบลชายนากำลังพิจารณาเรื่องจำเลยขอซื้อนาแปลงนี้จากโจทก์ทั้งสองอยู่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2531 นายวิเชียรขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่บอกกล่าวให้แก่จำเลยทราบ และไม่ได้บอกกล่าวแสดงความจำนงจะขายนาให้ประธาน คชก. ตำบลชายนาทราบโจทก์ทั้งสองรู้ดีว่าจำเลยเป็นผู้เช่าทำนาแปลงนี้อยู่ก่อน แต่ใช้สิทธิร้องเรียนจำเลยต่อ คชก.ตำบลชายนาเพื่อให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท คชก.ตำบลชายนามีการประชุมคำร้องของโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2531 และ คชก. ตำบลชายนามีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2532 ขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทแต่การประชุม คชก.ตำบลชายนาและมติการประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมเพียง 7 คนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ไม่ชอบด้วยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 นอกจากนี้ที่ประชุม คชก. ตำบลชายนาไม่มีอำนาจวินิจฉัยลงมติตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ คชก.ตำบลชายนาลงมติว่าจำเลยไม่มีสิทธิเป็นผู้เช่านา และไม่มีสิทธิซื้อที่ดินแปลงนี้คืน เนื่องจากขัดต่อพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 13(2), 33 และ 54 วรรคสองต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ คชก.จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีมติให้ คชก.ตำบลชายนากำลังประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวอยู่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4041 ตำบลชายนา อำเภอเสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่คดีนี้โจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยได้ซื้อมาจากนายวิเชียร บุญนาค เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2531 โจทก์ทั้งสองจะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยขัดขวางอ้างว่าจำเลยได้เช่านามาจากนายเชื้อ การสมวรรณ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2531คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลชายนา(คชก.ตำบลชายนา) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้พิจารณาและมีคำสั่งว่าจำเลยไม่มีสิทธิเป็นผู้เช่านาและไม่มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาท ปรากฏตามรายงานการประชุมครั้งที่ 3/2531 โจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย จึงฟ้องขอให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้อง เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยมิได้อยู่ในฐานะผู้เช่าที่ดินพิพาททำนาตามพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ต่อไปแล้วจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไปและได้บอกกล่าวแก่จำเลยแล้ว เช่นนี้เมื่อจำเลยไม่ยอมออกไปก็เป็นการอยู่โดยละเมิด เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะฟ้องให้ศาลบังคับจำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องของโ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5701/2538 · ทนอย Thanoy