ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 5730/2561

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่... (1) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ดังนั้นจะนำประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานของลูกจ้าง พ.ศ.2551 อันเป็นการจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันกรณีทั่วไปมาใช้บังคับแก่การค้ำประกันกรณีลูกจ้างเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหาได้ไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่ ณ. ก่อให้เกิดขึ้นตามสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,062,926.46 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 837,116.13 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัด จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 788,346 บาท และค่าทนายความแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสี่แถลงขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดและจำเลยที่ 2 แถลงสละประเด็นตามฟ้องแย้งไม่ติดใจประเด็นตามฟ้องแย้งอีกต่อไป ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 837,116.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 กันยายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับจากกองมรดกของนายณรงค์ ผู้ตาย และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานไม่เกิน 42,830 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายณรงค์ เป็นพนักงานของโจทก์ ปฏิบัติงานที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาครังสิต จังหวัดปทุมธานี วันที่ 21 กันยายน 2555 นายณรงค์ได้ถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจวายฉับพลัน ระหว่างเดือนสิงหาคม 2545 ถึงเดือนตุลาคม 2545 นายณรงค์ได้ปฏิบัติผิดระเบียบคำสั่งของโจทก์และบกพร่องต่อหน้าที่ทุจริตต่อหน้าที่การงานและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 นายณรงค์ทำหนังสือรับสภาพหนี้และขอผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 920,550 บาท ผ่อนชำระแล้วเป็นเงิน 153,000 บาท คงเหลือ 767,550 บาท ต่อมานายณรงค์ได้กระทำผิดขึ้นอีกโดยรับจ้างงานขยายเขตระบบจำหน่ายแรงสูงภายในและติดตั้งหม้อแปลงให้แก่อู่ซ่อมรถของนางสายใจ และหอพักของนายจิราวัฒน์ และรับเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วไม่นำเข้าบัญชีเป็นเงิน 69,566.13 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายณรงค์ต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการเข้าทำงานของนายณรงค์ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ได้ตั้งแต่วันใด กรณีตามสัญญารับสภาพหนี้และผ่อนชำระค่าเสียหาย 920,550 บาท ซึ่งยังคงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ 767,550 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 2 ระบุว่านายณรงค์ขอผ่อนชำระเงินดังกล่าวในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของเงินเดือน โดยยอมให้โจทก์หักจากเงินเดือนงวดเดือนสิงหาคม 2548 เป็นต้นไป แต่นับจากเดือนพฤศจิกายน 2552 นายณรงค์ก็ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันหักเงินดังกล่าวจากเงินเดือนของนายณรงค์เป็นต้นไป ส่วนกรณีหนี้ตามความเสียหายอีกรายการที่นายณรงค์กระทำละเมิดต่อโจทก์ 69,566.13 บาท ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่นายณรงค์กระทำละเมิดคือวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 แต่เมื่อโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 มกราคม 2556 จึงเห็นควรกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 กันยายน 2556) ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ศาลแรงงานกลางให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของนายณรงค์ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่นายณรงค์ได้รับตามประกาศกระทรวงแรงงานนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (2) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสมพันธ์" ดังนั้นจะนำประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานของลูกจ้าง พ.ศ.2551 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นการจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันในกรณีทั่วไปมาใช้บังคับแก่การค้ำประกันกรณีลูกจ้างเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5730/2561 · ทนอย Thanoy