คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 5744/2555
หลักกฎหมาย
จำเลยกับพวกแทงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างแรงที่อวัยวะสำคัญของร่างกายที่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลเบิกความว่า หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีโจทก์ร่วมที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ จึงฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนโจทก์ร่วมที่ 3 จำเลยใช้มีดแทงและฟันโจทก์ร่วมที่ 3 ตามโอกาสอำนวยไม่ได้เลือกแทงอวัยวะส่วนที่สำคัญของร่างกายทั้งมีดที่ใช้แทงและฟันไม่ใช่มีดขนาดใหญ่ แม้บาดแผลที่โจทก์ร่วมที่ 3 ถูกฟันด้านหลังยาวจากสะบัดขวาถึงเอวด้านซ้ายยาว 50 เซนติเมตร แต่ลึกเพียง 0.4 เซนติเมตร แสดงว่าไม่ใช่บาดแผลร้ายแรงที่จะทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ถึงแก่ความตายได้ จำเลยกับพวกมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมที่ 3 เท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 297, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางฉอ้อน มารดาของนายเอกพล ผู้ตาย นายสุเทพ และนายชนะชัย ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะความผิดต่อชีวิตและความผิดต่อร่างกาย) โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 1,460,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอเรียกค่าเสียหายทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตเป็นเงิน 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้อง ขอเรียกค่าเสียหายทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตเป็นเงิน 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องโจทก์ร่วมทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 295, 371, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 26 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 676,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันละเมิด (วันที่ 28 มีนาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 27,500 บาท และโจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 10,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 3 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 จำคุก 10 ปี รวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 35 ปี และปรับ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความสมเหตุผลและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธลอยๆ ไม่มีพยานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้ เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามดังกล่าวเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ฟังได้ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เห็นหน้าจำเลยจำได้และพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และผู้ตายเดินออกจากร้านอาหารมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงเรียกโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า "ไอ้เสื้อขาว มึงหันมานี่" เมื่อหันมาได้เห็นจำเลยกับชายเสื้อแดงและพวก 4 ถึง 5 คนยืนอยู่ แล้วชายเสื้อแดงถือมีดเข้ามาแทงโจทก์ร่วมที่ 3 ถูกที่แขนและจำเลยเข้ามา แทงซ้ำแต่ถูกโจทก์ร่วมที่ 3 ใช้เท้าถีบจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 หันหลังวิ่งหนี จำเลยใช้มีดฟันที่หลัง ส่วนชายเสื้อแดงใช้มีดแทงผู้ตายและจำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 เข้ามาช่วยก็ถูกจำเลยใช้มีดแทงโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ชายโครงด้านขวาตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 นั้น ย่อมบ่งชี้ได้ว่าจำเลยกับพวกสมคบกันมาดักทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และผู้ตาย การกระทำของจำเลยกับพวกที่ร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และผู้ตายจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดหาใช่เป็นเรื่องต่างคนต่างทำดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยกับพวกแทงผู้ตายที่ลำตัวด้านซ้าย 2 แผล ที่หน้าท้องทะลุเข้าช่องท้องทะลุลำไส้ ทะลุเข้าไตซ้ายและเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง ตามรายงานตรวจศพท้ายฟ้อง และแทงโจทก์ร่วมที่ 2 ที่บริเวณหลังใต้สะบักขวายาว 2 เซนติเมตร ลึกทะลุเข้าช่องอกทะลุช่องปอดขวาทำให้มีลมรั่วในช่องปอด ตามรายงานผลตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกแทงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างแรงที่อวัยวะสำคัญของร่างกายที่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และนายดนัย แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลเบิกความว่า หากไม่ได้รับกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง