คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 5776/2539
หลักกฎหมาย
จำเลยที่1ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ พ.ศ.2516เพิ่งแจ้งราคาค่าทดแทนที่ดินของส.ที่ถูกเวนคืนให้ส.ทราบเมื่อวันที่22พฤษภาคม2534และได้มีการฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่14กันยายน2535การกำหนดราคาค่าทดแทนเบื้องต้นจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44มีผลใช้บังคับการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44ดังนั้นการกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่ส.ของคณะกรรมการฯจึงต้องพิจารณากำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21 การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของส.เป็นการเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์และแขวงสีลมเขตบางรักและแขวงยานนาวาแขวงทุ่งมหาเมฆแขวงทุ่งวัดดอน และแขวงช่องนนทรีเขตยานนาวากรุงเทพมหานครพ.ศ.2516โดยมีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ตำบลสีลมอำเภอบางรัก และตำบลยานนาวาตำบลทุ่งมหาเมฆตำบลทุ่งวัดดอนตำบลช่องนนทรีอำเภอยานนาวา จังหวัดพระนครพ.ศ.2506และพ.ศ.2511ซึ่งพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ พ.ศ.2506สิ้นอายุและได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ พ.ศ.2511ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่16ตุลาคม2511เมื่อพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ พ.ศ.2516ไม่มีบทบัญญัติเป็นพิเศษในเรื่องเงินค่าทดแทนไว้จึงต้องกำหนดเงินค่าทดแทนโดยใช้ราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์พ.ศ.2511คือวันที่16ตุลาคม2511เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนแต่ได้ความต่อไปว่าหลังจากที่ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์พ.ศ.2516ใช้บังคับแล้วผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่1และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่2ก็มิได้ดำเนินการชดใช้ค่าทดแทนให้แก่ส.ในเวลาอันควรและจำเลยที่2เพิ่งจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ พ.ศ.2516และคณะกรรมการดังกล่าวเพิ่งจะพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่ส.ในปี2531เช่นนี้ย่อมทำให้ส. ได้รับความเสียหายและเป็นระยะเวลาล่วงเลยหลังจากที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ พ.ศ.2516ใช้บังคับแล้วนานเกินสมควรการที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนให้โดยพิจารณาราคาที่ดินในปีพ.ศ.2511เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนนั้นย่อมไม่เป็นธรรมแก่ส.ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคหนึ่งตอนท้ายและยังขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2521มาตรา33วรรค3ดังนั้นการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของส.ที่ถูกเวนคืนโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา21วรรคหนึ่ง(1)ถึง(5)จึงต้องพิจารณาจากราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนประกอบราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่รวมทั้งราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตลอดจนสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นในปี2531ซึ่งเป็นปีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงค์พ.ศ.2516และเป็นปีที่คณะกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาเงินค่าทดแทนจึงจะเป็นธรรมแก่ส.ผู้ถูกเวนคืน พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2497มาตรา14และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21ต่างมีเจตนารมณ์ที่จะให้นำเอาราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนและราคาที่สูงขึ้นนั้นเนื่องมาจากการงานหรือกิจการอย่างใดที่ทำไปในการเวนคืนนำไปหักออกจากเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนได้แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคสี่ซึ่งใช้บังคับแก่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้จะบัญญัติให้การคำนวณอสังหาริมทรัพย์ใดมีราคาสูงขึ้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาและไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการคำนวณราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนก็ตามแต่คณะกรรมการฯย่อมชอบที่จะนำเอาราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนหักออกจากเงินค่าทดแทนได้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์2530ทั้งนี้โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สมเหตุสมผลและที่วิญญูชนจะพึงพิจารณาทั้งนี้เพื่อมิให้เกิดการได้เปรียบต่อรัฐและมิให้เอกชนเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนบางส่วนได้ประโยชน์เกินสมควรอันไม่เป็นธรรมแก่สังคม การที่จะพิจารณาว่ามีที่ดินเหลือจากการเวนคืนหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาถึงจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดตามโฉนดของส.ที่มีอยู่ในขณะที่การดำเนินการเวนคืนไม่ใช่กรณีเกิดขึ้นภายหลังการเวนคืนแม้ภายหลังส.จะได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ถูกเวนคืนออกเป็นแปลงย่อยและโอนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่บุตรก็ยังถือว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่เหลือจากเวนคืนและนำที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการเวนคืนเพื่อตัดถนนและทำระบบระบายน้ำมาหักออกจากค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนได้
มาตราที่อ้างถึง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 33พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 14พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 36
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนางสมร คุณะดิลกโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมรและในฐานะส่วนตัวจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ 2 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และแขวงสีลม เขตบางรักและแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นนิติบุคคลที่ได้รับอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2516 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และ แขวงสีลมเขตบางรักและแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516ที่ดินโฉนดเลขที่ 5370 ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง)กรุงเทพมหานคร เป็นของนางสมรที่อยู่ในเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติที่ได้สำรวจไว้ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ ตำบลสีลม อำเภอบางรักและตำบลยานนาวา ตำบลทุ่งมหาเมฆ ตำบลทุ่งวัดดอน ตำบลช่องนนทรีอำเภอยานนาวา จังหวัดพระนคร พ.ศ. 2506 และ พ.ศ. 2511 วันที่8 สิงหาคม 2529 นางสมร ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5370 ออกเป็น7 แปลง คือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 208276 เนื้อที่ 55 ตารางวาโฉนดเลขที่ 208277 เนื้อที่ 74 ตารางวา โฉนดเลขที่ 208278 เนื้อที่59 ตารางวา โฉนดเลขที่ 208279 เนื้อที่ 44 ตารางวาโฉนดเลขที่208280 เนื้อที่ 81 ตารางวา โฉนดเลขที่ 208281 เนื้อที่ 1 งาน81 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 5370 เดิมเหลือเนื้อที่ 87 ตารางวาเฉพาะที่ดินแปลงนี้ประสงค์จะให้เป็นทางเข้าออกของที่ดินแปลงที่แบ่งแยกทุกแปลง ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2529 นางสมรได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 208276 และ 208279 ให้โจทก์ที่ 2 ครั้นวันที่ 20 ธันวาคม2532 นางสมรถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวายก่อนถึงแก่กรรมได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 208277 และ 208280 ให้โจทก์ที่ 1ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 208278, 208281 และ 5370 ยกให้โจทก์ทั้งสองนายวิกรม คุณะดิลก และนางวิสสมร เรตเบตเตอร์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนละเท่า ๆ กัน และตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมร เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งราคาค่าทดแทนและแจ้งการเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ถึงนางสมรว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5370 ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่ 2 งาน 48 ตารางวาคณะกรรมการกำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์และแขวงสีลม เขตบางรัก และแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆแขวงทุ่งวัดดอน และแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2516 กำหนดราคาค่าทดแทนตารางวาละ 16,895.16 บาทเป็นเงิน 4,190,000 บาท แต่ปรากฎว่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นอันเป็นผลจากการเวนคืนตัดถนน ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ให้นำราคาที่สูงขึ้นมาหักออกจากค่าทดแทน เมื่อคิดคำนวณและหักกลบลบกันแล้วเกลื่อนกลืนกันไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนให้สำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืน และจะเข้าครอบครองที่ดินหลังจากครบกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมรได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2ขอค่าทดแทนตารางวาละ 33,333.33 บาท เป็นเงิน 8,266,665.85 บาทที่ดินที่เหลือราคาไม่เกินตารางวาละ 35,000 บาท ราคาที่ดินส่วนที่เหลือสูงขึ้นตารางวาละ 1,666.67 บาท ที่ดินเหลือ 333 ตารางวาเป็นเงินที่สูงขึ้น 555,001.11 บาท หักกลบลบกันกับเงินค่าทดแทนแล้วเป็นเงินจำนวน 7,671,664.73 บาท ปัจจุบันราคาประเมินที่รัฐประกาศใช้ใกล้เคียงกับราคาซื้อขายในท้องตลาดที่ดินโจทก์ที่ถูกเวนคืนอยู่ติดซอยเกงชวน ราคาประเมินตารางวาละ 48,000 บาท ถึง 50,000 บาทที่ดินส่วนที่เวนคืนอยู่ติดคลองช่องนนทรีจึงมีราคาตารางวาละ50,000 บาท ถูกเวนคืน 248 ตารางวา จึงเป็นเงินค่าทดแทน12,400,000 บาท ถนนที่จำเลยที่ 3 ว่าจะทำตั้งแต่ปี 2534 จนบัดนี้ยังไม่มีการดำเนินการ ที่คาดว่าที่ดินที่เหลือจะมีราคาสูงขึ้นเป็นการคาดเดามิได้มีการขึ้นราคาจริง หากจะมีการขึ้นราคาก็ต่อเมื่อมีการสร้างถนนเสร็จแล้ว ซึ่งไม่แน่จะใช้เวลากี่ปี และไม่ปรากฎว่าได้มีการซื้อขายที่ดินด้วยราคาสูงขึ้นเพราะเหตุจะมีถนนตัดผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 208276 ถึง 208278 ถูกเวนคืนทั้งแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่208281 และ 5370 ที่เหลือจากแบ่งแยกแล้วถูกเวนคืนบางส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 208279 ของโจทก์ที่ 2 จะไม่ได้รับประโยชน์จากการตัดถนนการแบ่งแยกที่ดินออกไปแปลงย่อยและโอนให้โจทก์กระทำก่อนพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ใช้บังคับจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง