คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 5785/2552
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นตำรวจเพราะโกรธแค้นที่ทำหน้าที่จับกุมพวกของจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ รวมทั้งผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แจ้งให้จับกุม นอกจากนั้นยังบรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยกับพวกกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ครบตามองค์ประกอบความผิด ป.วิ.อ. มาตรา 289 และทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 289 ศาลก็จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 289 ไม่ได้ เพราะโทษตาม ป.อ. มาตรา 289 สูงกว่าโทษตามมาตรา 288 จึงเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีอาวุธปืนสั้น ขนาด .32 (7.65 มม.) ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 นัด โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนกระบอกนั้นติดตัวไปในถนนเพชรเกษมซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งยังร่วมกับพวกอีกคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงดาบตำรวจวรวัฒน์ผู้เสียหายที่ 1 และนายวิชัยผู้เสียหายที่ 2 โดยมีเจตนาฆ่าตามที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน 1 นัดหลังจากผู้เสียหายที่ 1 จับกุมพวกของจำเลยตามหน้าที่ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนเพียงแต่ถูกข้อศอกขวาของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 91, 30, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม และ 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวและเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน อัตราโทษเท่ากัน จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นมอบตัวของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 9 ปี ริบของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประกอบมาตรา 80, 83 และ 52 (1) อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำการตามหน้าที่จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามโดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 34 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศพาร้อยตำรวจเอกอนุชาติ และผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไปจับผู้ต้องหาคดีละเมิดลิขสิทธิ์ซีดีเพลง 2 ราย พร้อมแผ่นซีดีเพลงประมาณ 200 แผ่น เป็นของกลางส่งมอบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอกระทุ่มแบนเพื่อดำเนินคดี ระหว่างนั้นหญิง 2 คน มาเจรจาขอประนีประนอมกับผู้เสียหายที่ 2 โดยมีจำเลยตามมาด้วย แต่ตกลงกันไม่ได้ ผู้เสียหายที่ 2 และนายนเรศจึงขออาศัยรถกระบะของผู้เสียหายที่ 1 เดินทางกลับเมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที มีคนร้ายนั่งรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นประกบขึ้นมาทางด้านซ้ายขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับรถกระบะอยู่ในช่องเดินรถด้านขวาสุดติเกาะกลางถนนเพชรเกษมก่อนถึงทางแยกเข้าหมู้บ้านเศรษฐกิจ แล้วใช้อาวุธปืนยิงทะลุกระจกประตูด้านซ้ายตามรูปถ่ายหมาย จ.5 เฉี่ยวลำคอผู้เสียหายที่ 2 ไปถูกข้อศอกขวาของผู้เสียหายที่ 1 จนกระดูกข้อศอกขวาแตกตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.4 หลังจากคนร้ายขับรถจักรยานยนต์หลบหนีเลี้ยวซ้ายเข้าซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งเหตุต่อร้อยตำรวจเอกอนุชาผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ทันทีและช่วยนายนเรศนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์และร้องทุกข์พร้อมกับพาร้อยตำรวจเอกวีระพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหลักสองไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ยึดปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่บนถนนเป็นของกลางตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.26, จ.27 และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.28 วันที่ 22 เดือนเดียวกันจำเลยมอบตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอนครชัยศรีตามบันทึกการรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาเอกสารหมาข จ.18 สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม และ 72 ทวิ วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี และ 6 เดือน ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง