คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 5874/2544
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 มีลักษณะเป็นการกำหนดให้ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียวกล่าวคือจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานก็เท่ากับสละสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอยู่ในตัว การที่ ณ. ลูกจ้างยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างต่อศาลแรงงานขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างถือว่า ณ. เลือกใช้สิทธิที่จะฟ้องต่อศาลแรงงาน จึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 แล้วเมื่อต่อมา ณ. ได้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอีกในขณะที่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อขอให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วและค่าจ้างในเดือนถัดมาต่อเนื่องกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน พนักงานตรวจแรงงานจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของณ. แม้ต่อมา ณ. จะได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าว ก็ไม่ทำให้พนักงานตรวจแรงงานกลับมีอำนาจพิจารณาคำร้องนั้นขึ้นมาอีก
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรมในสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่จตุจักร และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 สั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างพร้อมเงินเพิ่มให้แก่นายณรงค์ อินทนิน ลูกจ้างของโจทก์ รวม 1,536,000 บาท โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เนื่องจากเดิมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 นายณรงค์ลูกจ้างได้ไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่จตุจักร ว่าโจทก์ค้างจ่ายค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน 2541 อยู่ 10,000 บาท ขณะเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 นายณรงค์ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ 398/2542 ขอให้ศาลบังคับให้โจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และในคดีดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างหลายครั้ง โดยมียอดเงินอัตราค่าจ้างไม่เหมือนเดิมและเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ศาลจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง นายณรงค์จึงถอนฟ้องไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2542 นายณรงค์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีใหม่ต่อศาลแรงงานกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ 4391/2542 โดยบรรยายฟ้องว่าได้รับค่าจ้างเดือนละ 43,000 บาท ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2542 ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล นายณรงค์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ค้างชำระค่าจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ถึงปัจจุบัน การที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยคำร้องดังกล่าวและออกคำสั่งที่ 35/2542 จึงเป็นการขัดต่อขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ถึง 125 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวอีก ทั้งการที่โจทก์และนายณรงค์ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างกันอยู่ ทำให้โจทก์ไม่อาจจ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์ได้ จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์จงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์โดยปราศจากเหตุอันสมควร คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 จำเลยทั้งสองให้การว่า นายณรงค์ อินทรนิน เป็นลูกจ้างของโจทก์ได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 35,000 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ลดค่าจ้างของนายณรงค์เหลือ 25,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายณรงค์และจ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์เพียงจำนวนดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541 นายณรงค์มาร้องเรียนโจทก์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน เรื่องค่าจ้างสำหรับเดือนพฤศจิกายน 2541 ที่ขาดอยู่จำนวน 10,000 บาท และค่าจ้างเดือนธันวาคม 2541 จำนวน 35,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยที่ 2 เรียกโจทก์มาไกล่เกลี่ยโจทก์ยอมรับว่าในวันที่ 29 มกราคม 2542 จะนำเงินค่าจ้างจำนวน 45,000 บาท มาชำระให้แก่นายณรงค์ แต่ถึงวันนัดกลับนำเงินมาชำระเพียง 10,000 บาท ซึ่งนายณรงค์ไม่ยินยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวและได้ขอถอนคำร้องเพื่อนำคดีไปฟ้องร้องที่ศาลแรงงานกลาง ข้อเรียกร้องของนายณรงค์จึงระงับไปตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2542 และโจทก์ได้ถอนเงินจำนวน 10,000 บาท คืนไปแล้ว ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2542 นายณรงค์มายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2541 ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 ตามคำร้องของนายณรงค์ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 มิใช่ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2541 และตามคำร้องทั้งสองฉบับ มีประเด็นเรื่องค่าจ้างซ้ำกันเพียงเฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2541 เท่านั้น ส่วนค่าจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ตลอดมา ไม่มีประเด็นในคำร้องเดิม และไม่ใช่ประเด็นที่โจทก์และนายณรงค์เป็นคู่ความกันอยู่ในศาลแรงงานกลาง ทั้งการคำนวณเงินเพิ่มก็ไม่ได้คำนวณจากค่าจ้างในเดือนพฤศจิกายน 2541 อีกทั้งโจทก์เคยจ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์ในอัตราเดือนละ 35,000 บาท ดังนั้น ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่ายังไม่ทราบว่าค่าจ้างของนายณรงค์เป็นจำนวนเท่าใดเพราะยังไม่มีคำพิพากษาฟังไม่ขึ้น โจทก์มีเจตนาที่จะไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์ลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 กับทั้งตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง