คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 5878/2554
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจปลอม จึงเป็นการโอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ และไม่มีสิทธิโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จะสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกปลอมหนังสือมอบอำนาจเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2444/2536 หมายเลขแดงที่ 11602/2543 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4786/2536 หมายเลขแดงที่ 11611/2543 ของศาลชั้นต้น แต่คดีทั้งสองสำนวนถึงที่สุดในศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 เป็นเอกสารปลอม นิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ระหว่างผู้ตายโดยจำเลยที่ 1 ทำแทนกับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อเป็นโมฆะ เพราะเกิดจากหนังสือมอบอำนาจปลอม นิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นการฉ้อฉล ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม นิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 เป็นการฉ้อฉล ให้เพิกถอนกลับสู่ฐานะเดิม ให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการทางทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงกลับคืนแก่เจ้าของเดิมหรือโจทก์ที่ 1 หรือกองมรดกตามแต่กรณีในฐานะเดิมโดยปราศจากภาระติดพันใด ๆ หากไม่กระทำให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่โดยให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเป็นเงิน 7,687,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2536 เป็นพินัยกรรมปลอมไม่มีผลทางกฎหมาย จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ของนางชิต ผู้ตาย ระหว่างผู้ตายโดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจผู้ขายกับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อและการตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1509 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของผู้ตาย (ปัจจุบันแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 507, 541 ถึง 552 ตำบลบางคอแหลม อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร) ระหว่าง ผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ถือกรรมสิทธิ์กับจำเลยที่ 2 ผู้ขอถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2535 วันที่ 3 กรกฎาคม 2535 และวันที่ 12 มกราคม 2536 ตามลำดับ และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และการโอนให้ตัวการระหว่างจำเลยที่ 3 ผู้โอนและจำเลยที่ 4 ผู้รับโอน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2535 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 ตามลำดับ โดยให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการทางทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากภาระติดพันใด ๆ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายตามส่วน ซึ่งแต่ละคนต้องรับผิดชอบ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 7,687,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2536 เป็นพินัยกรรมปลอมไม่มีผลทางกฎหมาย ให้ตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทุกสำนวนแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 120,000 บาท คำขอของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้ตกเป็นพับ ให้ยกคำร้องขอของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองจำนวน 50,000 บาท ค่าธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายสนิท (หลวงประกอบสูงกกิจ) และนางชิต ผู้ตายเป็นสามีภริยากันมีบุตรด้วยกัน 6 คน คือ นางสุนีย์หรือประคอง นายประดิษฐ์ นายวินัย นางไพลิน โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ นายสนิทและนายวินัยถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายอุทัยและนางสุนีย์ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด อยู่ในกลุ่มเครือเดียวกันกับบริษัทเพชรเจริญอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทสยามออคิดแมนชั่น จำกัด และบริษัทสยามไพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง