ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 588/2540

หลักกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา25วรรคหนึ่ง(เดิม)บัญญัติให้สิทธิผู้ที่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนและขั้นตอนในการดำเนินการเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนั้นหลังจากที่คณะกรรมการได้กำหนดราคาแล้วจะมีหนังสือเชิญให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ทำสัญญาและให้ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนในภายหลังส่วนผู้ที่ไม่ยอมทำสัญญาการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยจะนำเงินไปวางที่ธนาคารออมสินวันที่นัดให้มารับเงินนั้นจำเลยจะต้องมีหนังสือแจ้งไปให้เจ้าของทราบอีกทีหนึ่งในทางปฏิบัติหากเจ้าของที่ถูกเวนคืนไม่ตกลงทำสัญญาด้วยจำเลยจะไม่มีหนังสือให้มารับเงินที่จำเลยจะให้ไปรับเงินที่ธนาคารออมสิน ฝ่ายจำเลยถือว่าหนังสือขอเชิญให้ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนเป็นหนังสือเชิญให้มาทำสัญญาซื้อขายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาตรา10มิใช่หนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนตามมาตรา25วรรคหนึ่งกรณีของโจทก์ทั้งสองนั้นหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนตามมาตรา25วรรคหนึ่งคือหนังสือแจ้งการวางเงินค่าทดแทนฉบับวันที่30สิงหาคม2533โจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือการวางเงินค่าทดแทนเมื่อวันที่1กันยายน2533และได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่29ตุลาคม2533จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในเวลา60วันนับแต่วันได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนตามมาตรา25วรรคหนึ่งโจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา26วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ที่1ไม่สามารถประกอบกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างในที่ดินของโจทก์ที่2ซึ่งถูกเวนคืนโจทก์ที่1ต้องเสียทำเลทางการค้าเสียเวลาในการหาสถานที่ประกอบกิจการค้าแห่งใหม่ไม่สะดวกต่อการติดต่อกับลูกค้าทำให้เสียลูกค้าและขาดรายได้อันถือได้ว่าโจทก์ที่1ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนจำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจกท์ที่1ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคห้า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคสองและวรรคสามเป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักการในการสนับสนุนให้การเวนคืนเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมโดยสมบูรณ์ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นแล้วหากไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนก็จะทำให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับผลประโยชน์จากการเวนคืนแต่ฝ่ายเดียวในทางตรงกันข้ามหากอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงแล้วหากผู้ถูกเวนคืนไม่ได้รับเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ก็ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนซึ่งขัดต่อหลักการสำคัญของมาตรา21ที่ให้กำหนดค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมส่วนมาตรา21วรรคสี่นั้นเป็นเพียงวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของมาตรา21เท่านั้นแม้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณออกใช้บังคับแล้วตามมาตรา21วรรคสี่ก็ไม่ใช่กรณีที่จะทำให้หลักการตามมาตรา21วรรคสองและวรรคสามใช้ไม่ได้หากปรากฏชัดว่าที่ดินในส่วนที่เหลือของโจทก์ที่2มีราคาลดลงเพราะการเวนคืนแล้วก็ต้องกำหนดค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงด้วยแต่ที่ดินโฉนดเลขที่21685ของโจทก์ที่2มิได้มีส่วนใดถูกเวนคืนเลยจึงไม่เข้ากรณีที่จะได้เงินค่าทดแทนอันเนื่องมาจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงเพราะเหตุการเวนคืนตามมาตรา21วรรคสามส่วนที่ดินโฉนดเลขที่21686ของโจทก์ที่2เนื้อที่107ตารางวาถูกเวนคืนเพียง19ตารางวาเหลือ88ตารางวานั้นเป็นที่ดินที่ไม่ได้อยู่ติดกับถนนแจ้งวัฒนะคงติดกับถนนซอยกว้างเกิน4เมตรเมื่อถูกเวนคืน19ตารางวาแล้วที่ดินที่เหลือ88ตารางวาก็ยังคงติดกับถนนซอยกว้างเกิน4เมตรเหมือนเดิมและเนื้อที่ดินลดลงเพียงเล็กน้อยยังคงใช้ประโยชน์ได้แตกต่างจากเดิมไม่มากและหลังจากสร้างทางสายบางโคล่-แจ้งวัฒนะเสร็จแล้วทำให้ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์ที่2แปลงนั้นอยู่ใกล้กับทางขึ้นลงทางด่วนด้วยย่อมไม่ทำให้ที่ดินของโจทก์ที่2ที่เหลือจากการเวนคืนดังกล่าวนั้นราคาลดลง เมื่อจำเลยทั้งสองต้องชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา26วรรคสามซึ่งอัตราสูงสุดนี้ในเวลาที่ต่างกันอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามประกาศของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่วันฟ้องคือวันที่23ธันวาคม2534ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 30245, 21686, 21688, 21689 ตำบลคลองเกลืออำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยอาคารและโรงเก็บสินค้าเลขที่ 20/1 และ 20/10 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์ที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดและเป็นเจ้าของสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างในโรงเก็บสินค้าดังกล่าว เมื่อปี 2530ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีและเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางโคล่ - แจ้งวัฒนะและสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2533 จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนโดยแจ้งว่าที่ดินของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 2ถูกเวนคืนโดยที่ดินของโจทก์ที่ 2 ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่ 586 ตารางวาซึ่งในที่ดินของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างคือโรงเรือนเลขที่ 20/10 เป็นอาคาร 4 ชั้น อาคารไม้ชั้นเดียวและโกดังเก็บสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง บ้านสองชั้นเลขที่ 20/1รั้วคอนกรีตและประตูรั้ว ลานคอนกรีต ศาลพระภูมิ ท่อระบายน้ำรั้วไม้ระแนงบ่อเลี้ยงปลาและไม้ยืนต้น โดยจำเลยทั้งสองได้กำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 12,167,465.68 บาท(ค่าทดแทนสำหรับโจทก์ที่ 1 คือค่าทดแทนที่ดินและไม้ยืนต้นรวมเป็นเงิน 6,861,100 บาท ค่าทดแทนสำหรับโจทก์ที่ 2 คือสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้นรวมเป็นเงิน 5,306,365.68 บาท) เงินค่าทดแทนดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองกำหนดเป็นราคาที่ไม่เป็นธรรมราคาที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ที่ 2 ในขณะที่จำเลยทั้งสองกำหนดค่าทดแทนนั้นตารางวาละ 250,000 บาท และสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 2 หากก่อสร้างในระยะเวลาดังกล่าวจะต้องใช้ค่าแรงงานและค่าวัสดุไม่ต่ำกว่า 24,960,435.58 บาทในส่วนของโจทก์ที่ 1 นั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้กำหนดค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากต้องออกจากที่ดินบริเวณดังกล่าวและไม่สามารถประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้างได้ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายสำหรับโจทก์ที่ 2 คือที่ดินตารางวาละ 250,000 บาท จำนวน586 ตารางวา เป็นเงิน 146,500,000 บาท และทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 21685 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีเนื้อที่ 111 ตารางวาอันมิได้ถูกเวนคืนแต่อยู่ติดกับแปลงที่ถูกเวนคืนและต้องใช้ประโยชน์ด้วยกันเมื่อเหลือเพียงที่ดินดังกล่าวจึงทำให้ราคาของที่ดินแปลงนี้ราคาลดลง อีกทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 21686 ที่เหลือ 88 ตารางวาใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่จึงมีราคาลดลง ขอคิดราคาที่ลดลงตารางวาละ100,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,900,000 บาท ค่าสิ่งปลูกสร้าง24,960,435.58 บาท ไม้ยืนต้น 234,000 บาท ค่าขนย้ายทรัพย์สิน516,800 บาท รวมค่าทดแทนของโจทก์ที่ 2 จำนวน 192,111,235.58 บาทค่าทดแทนความเสียหายของโจทก์ที่ 1 เนื่องจากต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนโดยคิดเป็นค่าขาดรายได้จากการค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งโจทก์ที่ 1 เคยมีรายได้ปีละ 3 - 5 ล้านบาทโจทก์จึงคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 34,096.390 บาทค่าขาดรายได้อื่นเป็นเงิน 15,000,000 บาทและค่าที่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างประจำเนื่องจากต้องเลิกกิจการจำนวน 5 รายเป็นเงิน 891,250 บาท รวมเป็นค่าทดแทนของโจทก์ที่ 1 ทั้งสิ้น49,987,640 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 242,098,875.58 บาทแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นธรรมแล้วโดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดราคาที่ดินตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 9 และมาตรา 21(2)หรือ(3) ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างตามมาตรา 21(1) ค่าทดแทนไม้ยืนต้นถือตามราคาของกองส่งเสริมพืชพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนซึ่งที่ดินของโจทก์ที่ 2 อยู่ในเขตที่จะถูกเวนคืนดังกล่าวใช้บังคับต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์ขอค่าทดแทนเพิ่มคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้เพิ่มค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 21686 อีกตารางวาละ 600 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 12,178,865.78 บาทและหลังจากมีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44แล้วคณะกรรมการแก้ไขราคาเบื้องต้นได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้นอีก 11,998,011 บาทที่โจทก์ที่ 2 กล่าวอ้างว่าราคาซื้อขายที่ดินในปัจจุบันตารางวาละ250,000 บาทนั้น เป็นการกล่าวอ้างขึ้นเอง ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการซื้อขายกันด้วยราคาเช่นนั้น การประกอบการค้าวัสดุก่อสร้างหาจำเป็นที่จะต้องมีอยู่เฉพาะบริเวณที่โจทก์ถูกเวนคืนไม่จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้อง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2540 · ทนอย Thanoy