คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 5880/2540
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตามพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเหมืองแร่ พ.ศ.2520 พ.ศ.2528 มาตรา 4 องค์การเหมืองแร่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้ถูกยกเลิกตามมาตรา 3 ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีและมาตรา 5ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งเป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจำเลยที่ 11 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้ช่วยผู้ชำระบัญชีเพื่อดำเนินการชำระบัญชีได้ และการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9มีคำสั่งจ้างโจทก์เป็นผู้ช่วยผู้ชำระบัญชีก็เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินการชำระบัญชีจำเลยที่ 2 เสร็จสิ้นไป หากพนักงาน ลูกจ้างและคนงานผู้ใดหมดหน้าที่หรือหมดความจำเป็นที่จะปฏิบัติงานต่อไป จำเลยก็ย่อมมีสิทธิเลิกจ้างเป็นรายบุคคลได้ดังนี้ เมื่องานเกี่ยวกับการชำระบัญชีหมดลง กรณีไม่จำเป็นที่จะต้องจ้างโจทก์เพื่อปฏิบัติงานต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวที่ให้อำนาจไว้ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามิใช่เป็นหนี้เงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อลูกจ้างทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใดจำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์มิได้หยุดและค่าชดเชยเป็นหนี้เงินที่กฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้างโดยไม่ต้องทวงถาม ดังนั้น จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ระบุอัตราค่าจ้างของโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8ไว้แล้ว และจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธอัตราค่าจ้างของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวไว้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวัดหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยแก่โจทก์ผิดพลาดจากข้อเท็จจริงในสำนวน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 5 คำนวณค่าชดเชยตามคำขอท้ายฟ้องมาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ดังกล่าวได้รับค่าชดเชยในจำนวนที่ถูกต้อง จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว การที่โจทก์มาทำงานภายหลังวันที่จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างในวันดังกล่าว ศาลฎีกาเคยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าบำเหน็จแล้ว แต่ศาลแรงงานไม่ได้วินิจฉัย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนอีกได้ จำเลยอ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างเพียงฉบับละ 1 เดือน เป็นการจ้างชั่วคราวเพื่อให้การชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นไป หากพนักงานลูกจ้างและคนงานผู้ใดหมดหน้าที่หรือหมดความจำเป็นที่จะพึงปฏิบัติงานต่อไป จำเลยก็จะเลิกจ้างเป็นรายบุคคลไป แต่ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงานในองค์การเหมืองแร่ข้อ 5 กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี เมื่อออกจากงานไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากถูกลงโทษปลดออก หรืออื่น ๆ มีสิทธิได้รับบำเหน็จเท่ากับเงินเดือนหรือค่าจ้างเดือนสุดท้ายที่พ้นจากตำแหน่งคูณด้วยระยะเวลาที่ได้ปฏิบัติงานคิดเป็นปีและโจทก์จะทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีก็ตาม แต่เมื่อการนับเวลาทำงานตามข้อ 6 ให้ถือหลักเกณฑ์โดยนับแต่วันที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับการบรรจุในอัตราประจำดังนี้การที่จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานในระหว่างการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เป็นการชั่วคราวมีระยะเวลาจ้างครั้งละ 1 เดือนหาได้บรรจุในอัตราประจำไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หนังสือเรื่องโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานรัฐวิสาหกิจที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานรัฐวิสาหกิจใหม่ ประกอบบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจและโครงสร้างเงินเดือนกับโครงสร้างเงินเดือนที่ปรับใหม่มีระบุอัตราเงินเดือนขั้นเงินเดือนถึง 53 ขั้น และมีขั้นวิ่ง ซึ่งการปรับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานลูกจ้างรัฐวิสาหกิจนั้นใช้กับพนักงานลูกจ้างที่ทำงานประจำโดยมีการบรรจุในอัตราประจำ แต่เมื่อจำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานในระหว่างการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1เป็นการชั่วคราว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยโดยไม่ระบุให้จำเลยคนใดต้องรับผิดนั้น ศาลฎีกาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 11ป.พ.พ. 150ป.พ.พ. 171ป.พ.พ. 204ป.พ.พ. 575ป.พ.พ. 582ป.วิ.พ. 55ป.วิ.พ. 84ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 143ป.วิ.พ. 243พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 35พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 52พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 56
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีทั้งแปดสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 8 โจทก์ทั้งแปดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องในทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การเหมืองแร่พ.ศ.2520 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเหมืองแร่ พ.ศ.2520 พ.ศ.2528 ใช้บังคับ แต่ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีโดยจำเลยที่ 11 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 10 เป็นผู้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี โจทก์ทั้งแปดทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 โดยจำเลยทำคำสั่งจ้างเดือนละ1 ฉบับ กำหนดจ่ายค่าจ้างเมื่อสิ้นสุดคำสั่งจ้างแต่ละฉบับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ในฐานะคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งแปดเป็นพนักงานชั่วคราวระหว่างดำเนินการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2528 วันที่ 2 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2528และจ้างในทำนองเดียวกันนั้นเรื่อยมาโดยออกคำสั่งเดือนละครั้งเป็นระยะเวลา 9 ปีเศษ อ้างว่าการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ยังไม่เสร็จสิ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำแต่หลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อมิต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อโจทก์ออกจากงานและเพื่อตัดสิทธิต่าง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับในฐานะลูกจ้างประจำต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2538 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดและไม่จ่ายค่าชดเชย ทั้งตัดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งแปดจะพึงได้รับในฐานะลูกจ้างประจำการกระทำของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดจ่ายค่าจ้างค้าง เงินค่าจ้างที่โจทก์ทั้งแปดมีสิทธิได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรี4 ครั้ง พร้อมดอกเบี้ยค่าชดเชย ค่าตอบแทนค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายรวมทั้งหมดเป็นเงินที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์2538 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ทั้งแปดสำนวนให้การว่า จำเลยที่ 1เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดและพนักงานทั้งหมด เนื่องจากไม่อาจดำเนินการต่อไปได้โจทก์ทั้งแปดจึงสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2528 จำเลยที่ 11 อาศัยอำนาจตามกฎหมายแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1และให้มีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้ช่วยผู้ชำระบัญชีได้ จำเลยที่ 2ถึงที่ 9 จึงจ้างพนักงานชั่วคราวในระหว่างการชำระบัญชีโดยมีเงื่อนไขว่า หากพนักงานลูกจ้างและคนงานผู้ใดหมดหน้าที่หรือหมดความจำเป็นที่จะปฏิบัติงานต่อไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9จะไม่จ้างต่อไปและได้ทำสัญญาจ้างชั่วคราวเป็นรายเดือนคราวละ1 เดือน โดยมีการลดจำนวนการจ้างพนักงานชั่วคราวลงเรื่อยมาต่อมาได้มีคำสั่งที่ 266/2538 ลงวันที่ 31 มกราคม 2538จ้างพนักงานชั่วคราวในระหว่างการชำระบัญชีเพียง 5 คน โดยไม่จ้างโจทก์ทั้งแปดอีกต่อไป ซึ่งในคำสั่งจ้างพนักงานชั่วคราวแต่ละฉบับมีเงื่อนไขว่าเป็นการจ้างชั่วคราวตามความจำเป็นเพื่อการชำระบัญชีในเดือนที่จ้างนั้น หากพนักงานลูกจ้างคนงานผู้ใดหมดหน้าที่หรือหมดความจำเป็นที่จะปฏิบัติงานก็จะไม่จ้างต่อไปและพนักงานลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งแปดทราบเงื่อนไขดังกล่าวตั้งแต่ต้นแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จ้างพนักงานชั่วคราวดังกล่าวนี้เป็นการจ้างที่มีกำหนดเวลาการจ้างแน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นอันเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่ไม่ใช่งานปกติของธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานแน่นอนคือเพื่อให้การชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นไปจึงเป็นการจ้างในลักษณะชั่วคราวตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2ซึ่งออกโดยอาศัยอำนายตามความตามข้อ 2 และข้อ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 และไม่มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หลังจากเลิกจ้างแล้วโจทก์ทั้งแปดมาทำงานโดยพลการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันดังกล่าวตามฟ้อง เมื่อโจทก์ทั้งแปดเป็นพนักงานชั่วคราวไม่ใช่ลูกจ้างประจำ จึงไม่มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีในการปรับเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้จำเลยไม่ได้ทำสัญญากับโจทก์ทั้งแปด ทั้งไม่มีระเบียบข้อบังคับของจำเลยและบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้จำเลยต้องปรับค่าจ้างให้โจทก์ทั้งแปดจำนวน 4 ครั้งตามฟ้องโจทก์ทั้งแปดจุึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับการปรับเงินเดือนและค่าจ้างเพิ่ม จำเลยมิได้จงใจกลั่นแกล้งเพื่อเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิหย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง