คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2530
ฎีกาที่ 5881/2530
หลักกฎหมาย
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนที่ติดตัวไปตีทำร้ายผู้เสียหาย แม้จะไม่ได้อาวุธปืนมาเป็นของกลาง แต่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าไม่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงลงโทษจำเลยในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ แต่ตามฟ้องของโจทก์มิได้ระบุว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีและพาไปเป็นอาวุธปืนที่มิได้รับอนุญาตให้มีตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ก็นำสืบไม่ได้เช่นนั้น จึงต้องฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีตามกฎหมาย ในกรณีข้างต้น เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้ระบุว่าให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 72 วรรคใด จึงไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุวรรคว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 72 วรรคสาม
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 227พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ใช้ด้ามปืนตีทำร้ายร่างกายพลทหารสำราญ นายศักดิ์ชาย เป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายและใช้กำลังชกต่อยนายไสว ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย กับจำเลยมีอาวุธปืนพกสั้นพร้อมกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในที่สาธารณะ จัดให้มีการรื่นเริงฉลองงานบวชโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไป และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยได้ยิงปืนที่บริเวณหมู่บ้านและที่ชุมนุมชน 1 นัด โดยไม่มีเหตุอันสมควร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295, 371, 376, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามมาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือนข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371ลงโทษตามมาตรา 7, 72 จำคุก 1 ปี ลงโทษตามมาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน รวมกับโทษฐานทำร้ายร่างกายเป็นจำคุก 1 ปี15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกามีว่า จำเลยกระทำผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนที่พกติดตัวมาตีทำร้ายพลทหาร สำราญและนายศักดิ์ชายแม้จะไม่ได้อาวุธปืนที่จำเลยใช้ตีผู้เสียหายมาเป็นของกลางก็ตาม แต่จำเลยก็ให้การในชั้นสอบสวนรับว่าจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ซึ่งเจือสมคำฟ้องของโจทก์ ทั้งพยานโจทก์ที่นำสืบก็ฟังได้ว่า จำเลยได้ใช้อาวุธปืนที่ติดตัวไปตีทำร้ายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย จึงลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่อาวุธปืนที่จำเลยมีและพาไปเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีตามกฎหมาย และโจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่าเป็นอาวุธปืนที่มิได้รับใบอนุญาตให้มีตามกฎหมายหรือไม่ จึงต้องฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุวรรคเสียด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง