คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 589/2540
หลักกฎหมาย
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งขณะนั้นคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นดังนั้นการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ผู้ถูกเวนคืนยังไม่เสร็จเด็ดขาดในขณะที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณากำหนด เงินค่าทดแทนโดยอาศัยกฎเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการ เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ ที่แก้ไข ใหม่ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ที่ให้กำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24 ได้ มิต้องพิจารณาเฉพาะมาตรา 21(2) หรือ (3) ตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้แก่โจทก์ และ ไม่ต้องคำนึงถึงปัญหาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมี คำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขราคาค่าทดแทนโดยความเห็นขอบของ คณะรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ ดังนั้น การที่การทางพิเศษแห่ง ประเทศไทยจำเลยที่ 1 กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยคำนึงถึงเฉพาะ (2) และ (3) ของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530โดยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินโดยไม่ได้คำนึง ถึงมาตรา 21(1)(4) และ (5) ประกอบด้วย จึงยังไม่เป็นธรรม แก่โจทก์ ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนที่ดินในส่วน ที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์โดยได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21(1) ถึง (5) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ ทั้งสองและสังคมนั้นเป็นการถูกต้องแล้ว เมื่อโจทก์นำสืบเพียงว่า ต้นไม้ของโจทก์จะให้ผลประโยชน์ประมาณปีละ 9,000 บาท ขอคิดค่าเสียหาย 5 ปีเป็นเงิน 45,000 บาท โดยไม่ได้นำสืบว่าต้นไม้ของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตาม ที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา เป็นจำนวนเงินเท่าใดการที่จำเลยที่ 1 กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ โดยคำนวณ ตามหลักเกณฑ์ที่กรมส่งเสริมพืชพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนดังกล่าวจึงเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว โจทก์ผู้ถูกเวนคืนได้รับเงินค่าทดแทนก่อนการบังคับใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 184(พ.ศ. 2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 126(พ.ศ. 2509) และฉบับที่ 182(พ.ศ. 2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร โดยกำหนดว่าเงินได้พึงประเมินประเภทเงินค่าทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โดยใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2532 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนในปี 2531 จำเลยที่ 1 จึงต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินค่าทดแทนที่จ่ายแก่โจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) โจทก์จึงเรียกคืนภาษีเงินได้ นั้นไม่ได้ เงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายของเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัย หรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามวรรคท้ายของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ต้องเป็นความเสียหายโดยตรงอันเนื่องมาจากการที่ต้องออกจาก อสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนแต่ดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมที่ โจทก์อ้างว่าเพื่อนำใช้ปลูกบ้านใหม่นั้นมิใช่ความเสียหาย โดยตรงอันเกิดจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าทดแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จึงชอบแล้ว ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด พ.ศ. 2530 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา ในฐานะดังกล่าวจำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการ กำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ และวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และเป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ซึ่งเป็นกฎหมายจัดตั้งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยขึ้นให้มีอำนาจหน้าที่ในการสร้างทางพิเศษจำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่ดูแลให้การดำเนินการเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย และการดำเนินการ เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่และ วัตถุประสงค์ของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 2 ตามประกาศของ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 เรื่อง ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ข้อ 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 อีกหลายฉบับ ต่อมามีการ ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 โดยพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 3 และบัญญัติ อำนาจหน้าที่นี้ของจำเลยที่ 2 ไว้ในมาตรา 19 ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าการกำหนดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่โจทก์ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530โจทก์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ถ้าการงานหรือ กิจการอย่างใดที่ทำไปในการเวนคืน ได้กระทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่นั้นมีราคาสูงขึ้น ให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทน และวรรคสามที่บัญญัติว่า ถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือ นั้นราคาลดลงให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วย เป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักการในการสนับสนุนให้การเวนคืนเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมโดยสมบูรณ์ เมื่อการเวนคืนทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นแล้ว หากไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทน ก็จะทำให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับผลประโยชน์จากการเวนคืนแต่ฝ่ายเดียว ในทางตรงกันข้ามหากอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงแล้ว หากผู้ถือเวนคืนไม่ได้รับเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ ก็ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืน ซึ่งขัดต่อหลักการสำคัญของมาตรา 21วรรคหนึ่งที่ให้กำหนดค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ส่วนมาตรา 21 วรรคสี่ นั้น เป็นเพียงวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของมาตรา 21 วรรคหนึ่งเท่านั้น แม้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณออกใช้บังคับแล้วตามมาตรา 21 วรรคสี่ ก็ไม่ใช่กรณีที่จะทำให้หลักการตามมาตรา 21 วรรคสองและวรรคสามเป็นอันใช้ไม่ได้ เดิมที่ดินของโจทก์ก่อนถูกเวนคืนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังถูกเวนคืนแล้วคงเหลือเนื้อที่ 73 ตารางวาเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู โดยมีด้านหนึ่งเป็นรูปเรียวแหลม และเมื่อทางพิเศษตัดผ่านซึ่งเป็นทางสัญจรของรถยนต์ที่ก่อให้เกิดเสียงดังและควันจากท่อไอเสีย ทำให้สภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี ย่อมต้องเสื่อมราคาลงตามสภาพดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนในส่วนนี้ด้วย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเงินฝากประเภทฝากประจำในวันที่มีการจ่ายมีอัตราเท่าไรและจะต้องคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าไรเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์ในการฟ้องคดีก็ตามแต่หากโจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ครบถ้วนได้ และแม้การที่ศาลชั้นต้นมิได้เรียกค่าขึ้นศาลไว้ให้ครบเป็นการคลาดเคลื่อน ก็คงทำให้ผิดพลาดเฉพาะในการเรียกค่าธรรมเนียมศาลขาดเท่านั้นแต่หาได้กระทบถึงกระบวนพิจารณาอื่น ๆ หรือทำให้คำพิพากษาไม่มีผลบังคับแต่อย่างใดไม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามมาตรา 10 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน2531 นับแต่วันดังกล่าวไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์คือวันที่ 16 มีนาคม 2532 อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตา 26 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ส่วนช่วงเวลาใดมีอัตราดอกเบี้ยที่ต้องใช้ในการคำนวณอัตราเท่าใด เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะเป็นผู้ดำเนินการในชั้นบังคับคดี
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 55ป.วิ.พ. 84ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 150ป.วิ.พ. 172ป.วิ.พ. 302ป.รัษฎากร 50พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 3พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 9พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 10พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 11พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2530 มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีและเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และ สายพญาไท-ศรีนครินทร์ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 เป็นต้นไป จากการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืนสองแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 45527 เนื้อที่ 98 ตารางวา ถูกเวนคืนเนื้อที่ 25 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 46760 เนื้อที่ 1 งาน 7 ตารางวาถูกเวนคืนทั้งแปลง ในที่ดินทั้งสองแปลงมีอาคารปลูกอยู่ 1 หลังต้นไม้ยืนต้น 9 ต้น รั้วคอนกรีตและรั้วสังกะสี จำเลยที่ 1 กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 45527 เนื้อที่ 25 ตารางวาตารางวาละ 5,000 บาท เป็นเงิน 125,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 46760 จำเลยที่ 1 กำหนดเงินค่าทดแทนดังนี้ เนื้อที่58 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดถนนซอยเสริมสุข กำหนดตารางวาละ5,000 บาท เป็นเงิน 290,000 บาท แต่เนื้อที่ 49 ตารางวาซึ่งอยู่ลึกเข้าไปกำหนดตารางละ 4,000 บาท เป็นเงิน 196,000 บาทรวมเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้น 611,000 บาท อาคารประเมินราคาปลูกสร้างในราคา 1,213,240 บาท โดยหักค่าเสื่อมสภาพและค่ารื้อถอนแล้วคงเหลือ 1,077,380.04 บาท กำหนดเงินค่าทดแทนรั้วคอนกรีตเป็นเงิน 34,417 บาท รั้วสังกะสีเป็นเงิน 14,165.05บาท และไม้ยืนต้นเป็นเงิน 3,330 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งหมดเป็นเงิน 1,740,292.09 บาท การกำหนดเงินค่าทดแทนดังกล่าวโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีความเห็นดังเดิม ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงอยู่ติดเป็นผืนเดียวกัน จำเลยที่ 1 ควรจะกำหนดเงินค่าทดแทนให้เท่ากันทั้งแปลง แต่จำเลยที่ 1 กำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองต่ำกว่าเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนซึ่งมีที่ดินอยู่ลึกเข้าไปในซอยกว่าโจทก์ทั้งสอง การกำหนดเงินค่าทดแทนโดยอ้างว่าเมื่อมีทางด่วนผ่าน ทำให้ที่ดินที่เหลือของโจทก์ทั้งสองมีราคาสูงขึ้นนั้นไม่เป็นธรรม เพราะโจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทางด่วนได้ กลับทำให้ที่ดินที่เหลืออยู่มีราคาลดลงเสียอีกที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ใกล้ถนนประชาชื่น ได้ทำการถมปรับที่ดินจนสูงกว่าถนนประมาณ 30 เซนติเมตร ราคาซื้อขายกันในท้องตลาดประมาณตารางวาละ 8,000 บาท ถึง 10,000 บาท จึงขอเงินค่าทดแทนในอัตราตารางวาละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน1,320,000 บาท และที่ดินที่เหลือมีราคาลดลงเป็นเงิน 73,000 บาทจึงขอเงินค่าทดแทนรวม 1,393,000 บาท เมื่อหักกับเงินค่าทดแทนที่ได้รับ 611,000 บาทแล้ว คงเหลือเงินค่าทดแทนที่จะได้รับจากจำเลยอีกเป็นเงิน 782,000 บาท อาคารของโจทก์ทั้งสองที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินมีราคาตามความเป็นจริงประมาณ 1,450,000 บาทการที่จำเลยที่ 1 คิดหักวัสดุบางอย่างที่เห็นว่ารื้อถอนได้นั้นเป็นการขัดต่อสภาพความเป็นจริง เพราะโจทก์ทั้งสองไม่สามารถที่จะนำวัสดุไปทำประโยชน์ต่อไปได้โจทก์ทั้งสองจึงควรจะได้รับค่าทดแทนตามจำนวนดังกล่าวเมื่อคิดหักค่าเสื่อมสภาพและค่ารื้อถอน135,860 บาท คงเหลือเงิน 1,314,140 บาท เมื่อหักค่าทดแทนที่ได้รับแล้วคงมีสิทธิรับค่าทดแทนอีก 276,760 บาท โจทก์ทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างรั้วคอนกรีตและรั้วสังกะสีและถนนคอนกรีตไปเป็นเงิน 55,000 บาท แต่ได้รับเงินค่าทดแทนเพียง 48,582.05 บาทดังนั้น จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอีก 6,417.95 บาท โจทก์ทั้งสองปลูกไม้ยืนต้นมานานประมาณ 9 ปี แต่ละต้นให้ดอกผลประมาณต้นละ 100 ผล จึงได้รับความเสียหายจากผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 9,000 บาท ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เพียง 5 ปี เป็นเงิน45,000 บาท ได้รับเงินค่าทดแทนแล้ว 3,320 บาท คงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอีก 41,680 บาท จำเลยที่ 1 ได้หักภาษีเงินได้ณ ที่จ่ายได้ 21,384 บาท การเวนคืนหาได้เกิดจากความสมัครใจของโจทก์ทั้งสองไม่ จึงไม่ควรหักภาษีเงินได้ไว้ โจทก์ทั้งสองจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหาซื้อบ้านและที่ดินเพื่ออยู่อาศัยอีกเป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันชำระแก่โจทก์ทั้งสองทั้งสิ้น 1,188,241.95 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงินจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสามงดหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย จำเลยทั้งสามให้การว่า ค่าทดแทนที่จำเลยกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสองจึงเป็นราคาที่สมควรและเป็นธรรมแล้ว ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าราคาท้องตลาดของที่ดินมีราคาประมาณตารางวาละ 8,000 บาทถึง 10,000 บาท เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไม่มีหลักฐาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง