ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 5896/2551

หลักกฎหมาย

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวมีกรรมการคนหนึ่งของจำเลยลงลายมือชื่อท้ายสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับของบริษัทซึ่งปกติจะไม่มีผลผูกพันจำเลย แต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่าหลังจากทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยแล้ว จำเลยบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต่อโจทก์ก่อนครบกำหนด เนื่องจากจำเลยต้องการจำหน่ายสินค้าบุหรี่เอง และปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ให้จำหน่ายคดีนี้เพราะในสัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวมีข้อตกลงให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ และจำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติให้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ซึ่งเท่ากับว่า จำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของกรรมการผู้มีอำนาจของตน สัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ แม้ในขณะทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าว ยังไม่มีการบัญญัติกฎหมาย พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาใช้บังคับ แต่สิทธิในความลับทางการค้าก็ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยสัญญาระหว่างคู่สัญญา และโดยหลักละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 421 อยู่แล้ว จึงเป็นสิทธิทางแพ่งอย่างหนึ่งที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ โจทก์กับจำเลยจึงสามารตกลงกันในเรื่องข้อมูลความลับทางการค้าในสัญญาดังกล่าวได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของความลับทางการค้าข้อมูลธุรกิจการค้าเกี่ยวกับการตลาดในการจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ของร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ไม่น้อยว่า 30,000 ร้าน รวมทั้งแผนที่ตั้งร้านค้าทุกร้าน จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทในต่างประเทศทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่หลายตราแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ต่อมาก่อนครบอายุสัญญาตัวแทนจำหน่าย จำเลยต้องการจำหน่ายสินค้าเองจึงส่งพนักงานของจำเลยมาดูแลกิจการและข้อมูลความลับทางการค้าของโจทก์กับติดต่อทาบทามพนักงานของโจทก์เฉพาะที่รู้ข้อมูลความลับทางการค้าบุหรี่ไปทำงานกับจำเลย แล้วจำเลยได้บอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายต่อโจทก์และทำการจำหน่ายสินค้าให้แก่ร้านค้าตามข้อมูลความลับทางการค้าของโจกท์เองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายจากการที่ได้ใช้เงินพัฒนาข้อมูลนั้น และขาดประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ โดยอ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามสัญญาตัวแทนจำหน่าย โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญานั้น เป็นการขัดต่อข้อสัญญาตัวแทนจำหน่าย และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านและคำแถลงคัดค้านเพิ่มเติม ขอให้ยกคำร้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้ว วินิจฉัยว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การเป็นข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องได้ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย อีกทั้งไม่ปรากฏว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ...โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหานี้ เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่า สัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ ซึ่งมีนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทง กรรมการคนหนึ่งของจำเลยลงลายมือชื่อ แต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยด้วยจะผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายมีเพียงนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทง ลงลายมือชื่อท้ายสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับของบริษัทซึ่งปกติจะไม่มีผลผูกพันจำเลย แต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์เองว่าหลังจากทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญากับจำเลยอย่างถูกต้องครบถ้วนตลอดมา กิจการของโจทก์เป็นไปได้ด้วยดี จนต่อมาจำเลยต้องการจำหน่ายสินค้าบุหรี่เองจึงส่งพนักงานของจำเลยเข้ามาดูแลกิจการของโจทก์ ไม่ส่งสินค้าให้โจทก์จนโจทก์ไม่มีสินค้าจำหน่ายให้ร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ แล้วจำเลยบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต่อโจทก์ก่อนครบกำหนด และปรากฏจากคำแถลงคัดค้านของโจทก์ต่อคำร้องของจำเลยที่ให้จำหน่ายคดีนี้เพราะมีข้อตกลงให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการว่า จำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งเท่ากับจำเลยรวมทั้งโจทก์ต่างถือเอาสัญญานี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของตน ถือว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทง กรรมการผู้มีอำนาจของตนแล้ว สัญญานี้จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญา สัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายข้อ 14 ระบุว่า ทีไอ เทรดดิ้ง (โจทก์) จะถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับการขายและข้อมูลด้านตลาดอื่นๆ ในฟอร์มหรือรูปแบบที่เจทีไอ (จำเลย) จัดให้ ให้แก่เจทีไอโดยทันที ในสัญญาข้อ 15 ระบุว่า หากทีไอ เทรดดิ้ง ได้รับการร้องขอ จะต้องอนุญาตให้ผู้แทนของเจทีไอติดตามพนักงานของทีไอ เทรดดิ้ง ในขณะพนักงานเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ และในสัญญาข้อ 20 ระบุว่า ทีไอ เทรดดิ้ง ตกลงที่จะไม่บอก เปิดเผยหรือมอบความลับทางการค้า ข้อมูลที่เป็นความลับหรือที่ล่อแหลม (เป็นต้นว่า ข้อมูลการผลิต การขาย และการตลาดของเจทีไอ หรือของบริษัทในเครือของเจทีไอด้วย) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีไอ เทรดดิ้ง คุ้นเคยดีเนื่องจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตามสัญญานี้ ให้แก่บุคคลที่ไม่ใช่เป็นคู่สัญญาในสัญญานี้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจทีไอก่อน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2551 · ทนอย Thanoy