คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 59/2542
หลักกฎหมาย
การที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อ ยาเสพติดให้โทษจากจำเลยมิได้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย มิได้ผิดศีลธรรมหรือทำนองคลองธรรม มิได้เป็นการใส่ร้าย ป้ายสีหรือยัดเยียด ความผิดให้จำเลย หากจำเลยมิได้มี ยาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อสายลับ ไปขอซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลย จำเลยย่อมไม่มียาเสพติดให้โทษ จะจำหน่ายให้แก่สายลับ ความผิดย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการ เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน รับฟังลงโทษจำเลยได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 จำเลยรับเงินจากสายลับ แล้วจำเลยไปหยิบฝิ่นมา แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบฝิ่นให้แก่สายลับ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับ จำเลยเสียก่อน จำเลยจึงยังไม่มีความผิดฐานจำหน่ายฝิ่น คงมีความผิดฐานพยายามจำหน่ายฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้นปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 80ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 225ป.วิ.อ. 226พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 17พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 69
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.17 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และมีฝิ่นซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 9 ห่อ น้ำหนัก 11.10 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยได้ขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด และจำหน่ายฝิ่นจำนวน 9 ห่อดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 1,000 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 17, 69, 102, 103 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบฝิ่นของกลางและคืนเงินจำนวน 1,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบฝิ่นของกลาง และคืนเงินจำนวน 1,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อ ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคสาม จำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแล้วเป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 13 นาฬิกาพันตำรวจโทสมนึก โพธิ์แสง นายดาบตำรวจอนุวัตร กุญชรเพชรและจ่าสิบตำรวจสงกรานต์ วิจิตปัญญา กับพวกไปที่กระท่อมนาของจำเลย แล้วจับจำเลยไปสถานีตำรวจโดยอ้างว่ายึดได้ฝิ่น 9 ห่อ น้ำหนัก 11.10 กรัม และเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดน้ำหนัก 0.17 กรัม พร้อมด้วยธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ ซึ่งให้สายลับนำมาใช้ล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลยปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยมาเบิกความเป็นพยาน 3 ปาก คือ พันตำรวจโทสมนึก โพธิ์แสง นายดาบตำรวจอนุวัตร กุญชรเพชร และจ่าสิบตำรวจสงกรานต์ วิจิตปัญญา พยานทั้งสามเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เหตุที่ไปจับจำเลยเนื่องจากในวันดังกล่าวเวลาก่อนเที่ยงวัน มีสายลับแจ้งพันตำรวจโทสมนึกว่า มีการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษที่บ้านจำเลย พันตำรวจโทสมนึกจึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ มาทำตำหนิและถ่ายสำเนากับลงรายงานประจำวันไว้แล้วมอบธนบัตรดังกล่าวให้สายลับนำไปใช้ล่อซื้อยาเสพติดให้โทษที่บ้านจำเลย ต่อมาเวลาประมาณ 13 นาฬิกา พยานทั้งสามกับพวกไปซุ่มรออยู่ห่างบ้านจำเลยประมาณ 20 ถึง 30 เมตร หลังจากนั้นสายลับกลับมาแจ้งว่าจำเลยกำลังรับประทานอาหาร ของที่จะซื้ออยู่ที่กระท่อมนาห่างบ้านจำเลยประมาณ 500 เมตร แล้วสายลับขับรถจักรยานยนต์ไปรอจำเลยที่กระท่อมนา พยานทั้งสามกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์ไปซุ่มรออยู่หลังเล้าไก่ที่ด้านข้างกระท่อมนาและด้านหลังกระท่อมนา ซุ่มรออยู่ประมาณ 10 นาที จำเลยก็ขี่รถจักรยานยนต์มาจำเลยพูดกับสายลับตรงบันไดกระท่อมนา สายลับส่งเงินให้จำเลย จำเลยรับเงินแล้วเดินทะลุใต้ถุนบ้านตรงไปที่ข้างเล้าไก่และหยิบของบริเวณกอหญ้าห่างจากเล้าไก่ประมาณ 3 ถึง 4 เมตร พยานทั้งสามกับพวกจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นพบว่าจำเลยถือถุงพลาสติกอยู่ 1 ถุง ในถุงพลาสติกมีฝิ่น 9 ห่อ และเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และจำเลยถือธนบัตรฉบับละ 100 บาท ทั้ง 10 ฉบับที่ให้สายลับนำไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษอยู่ในมือด้วยแม้จำเลยจะอ้างว่านายดาบตำรวจอนุวัตรโกรธเคืองจำเลยที่ไม่ให้ไม้แก่นายดาบตำรวจอนุวัตรแต่นายดาบตำรวจอนุวัตรปฏิเสธว่าไม่เคยขอไม้จำเลย ไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยข้ออ้างของจำเลยจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งผู้ที่ทราบเรื่องจากสายลับวางแผนจับกุมและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยคือพันตำรวจโทสมนึกไม่ใช่นายดาบตำรวจอนุวัตรพันตำรวจโทสมนึกไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันธุรการเอกสารหมาย จ.2 ว่า เมื่อเวลา 12.10 นาฬิกา ก่อนไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง