ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 59/2561

หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 14 บัญญัติให้คดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว และคดีที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของ กคพ. (คณะกรรมการคดีพิเศษ) เป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตามบัญชีท้ายประกาศ กคพ. ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2547) เรื่อง การกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษฯ ข้อ 3 กำหนดว่า คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 147 มาตรา 161 มาตรา 162 มาตรา 165 และมาตรา 167 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าหรือปริมาณของสินค้าหรือบริการที่คำนวณเป็นเงินตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป ให้จัดเป็นคดีพิเศษ เมื่อคดีนี้มีมูลความผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 164 มาตรา 165 และมีมูลค่าของบริการคำนวณเป็นเงินเกินกว่าสิบล้านบาทจึงจัดเป็นคดีพิเศษอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่จำต้องพิจารณาว่าจะต้องนำคดีนี้ไปขออนุมัติต่อ กคพ. ให้เป็นคดีพิเศษก่อนหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยเป็นข้อ ๆ โดยบรรยายถึงการกระทำของจำเลยในแต่ละรอบปี และสรุปจำนวนเงินภาษีที่จำเลยกับพวกมิได้ชำระในแต่ละปี มิได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยในแต่ละเดือนว่ามีรายละเอียดเป็นอย่างไร จำนวนเงินภาษีที่มิได้ชำระในแต่ละเดือนเป็นเท่าไร ตามคำฟ้องโจทก์มิได้มีเจตนาให้ลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละเดือน คงประสงค์ให้ลงโทษในความผิดแต่ละปีตามคำฟ้องแต่ละข้อ จำเลยคงมีความผิดตามคำฟ้องรวม 4 กรรม เท่านั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 25, 48, 136, 148, 164, 165, 167 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 48 (2), 164 ฐานไม่ยื่นแบบรายการภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิตประจำเดือนมกราคม 2548 ถึงเดือนธันวาคม 2551 รวม 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันไม่ยื่นแบบรายการภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิตประจำเดือนมกราคม 2548 ถึงเดือนธันวาคม 2551 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า บริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 มีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนบริษัทได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจากจำเลยเป็นนายสุริยา แต่การสั่งจ่ายเงินของบริษัทคงให้จำเลย นายกิตติภณและนายณัฐพลสองในสามคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ มีอำนาจสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของบริษัทได้ บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการสถานบริการชื่อแซนติก้าผับหรือซานติก้าผับ ตั้งอยู่เลขที่ 235/11 ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร มีการจำหน่ายอาหาร สุรา เครื่องดื่ม มีดนตรีแสดงและเต้นรำ เพื่อหารายได้เป็นธุรกิจถือเป็นกิจการประเภทไนต์คลับและดิสโกเธค ตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ซึ่งผู้ประกอบกิจการสถานบริการมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตและชำระภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 7 และมาตรา 48 (2) ซึ่งตั้งแต่เปิดดำเนินกิจการมา ผู้ประกอบกิจการสถานบริการซานติก้าผับไม่เคยยื่นจดทะเบียนสรรพสามิต ไม่เคยยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีสรรพสามิตจนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เกิดเพลิงไหม้สถานบริการซานติก้าผับจนต้องหยุดดำเนินกิจการ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยกล่าวอ้างว่า คำฟ้องโจทก์ข้อ 1.3 ถึง 1.8 ไม่ได้ระบุวันที่หรือเวลากระทำความผิดที่แน่นอน ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อหาได้ชัดเจน คำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เห็นว่า คำฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.8 ดังกล่าว เป็นความผิดเกี่ยวกับการไม่ยื่นแบบรายการภาษีและไม่ชำระภาษีสรรพสามิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2546 ถึงเดือนธันวาคม 2551 สำหรับคำฟ้องในข้อ 1.3 ถึง 1.4 เป็นการกระทำในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2546 ถึงเดือนธันวาคม 2547 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคดีขาดอายุความ คดีในส่วนนี้ถึงที่สุดแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนคำฟ้องข้อ 1.5 ถึง 1.8 โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 1 ตอนท้ายว่า จำเลยกับพวกมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสรรพสามิตภายในสามสิบวันก่อนวันเริ่มบริการ และมีหน้าที่ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนด พร้อมกับชำระภาษีภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่มีความรับผิดในอันที่จะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น เมื่อพิจารณารวมกับคำฟ้องข้อ 1.5 ถึง 1.8 แล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าวันที่จำเลยต้องยื่นแบบรายการภาษีพร้อมชำระภาษีแต่จำเลยมิได้กระทำ ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดคือ วัน เดือน ปีใด คำฟ้องโจทก์ข้อ 1.5 ถึง 1.8 ได้แสดงวัน เดือน ปี ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดโดยแน่นอน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยแก้ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้สอบสวนคดีนี้โดยไม่มีอำนาจสอบสวนจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ข้อนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 14 บัญญัติให้คดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว และคดีที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของ กคพ. (คณะกรรมการคดีพิเศษ) เป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตามบัญชีท้ายประกาศ กคพ. ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2547) เรื่อง การกำหนดรายละเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2561 · ทนอย Thanoy