คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 5941/2541
หลักกฎหมาย
เมื่อสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์บทเพลงพิพาทของโจทก์ทำขึ้นในระหว่างที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521ใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นในระหว่างนั้นกรณีต้องบังคับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ดังกล่าว ข้อความตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงที่พิพาทที่ทำขึ้นในระหว่างที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521ใช้บังคับระบุว่า ผู้ประพันธ์ตกลงโอนขายและห้างตกลงซื้อลิขสิทธิ์เพลงตามที่ระบุในสัญญา การโอนขายนี้จึงเป็นการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดและเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์และบทเพลงพิพาทเป็นงานดนตรีกรรม ซึ่งไม่ต้องบังคับตามมาตรา 18 และมาตรา 19 ข้อสัญญาดังกล่าว จึงมีความหมายว่า เป็นการโอนลิขสิทธิ์ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 วรรคแรกเมื่อปรากฏว่าขณะพิจารณาคดีนี้ ค.ผู้สร้างสรรค์บทเพลงพิพาทยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมมีลิขสิทธิ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับดังกล่าวนี้ได้ โจทก์ซื้อลิขสิทธิ์บทเพลงพิพาทรวมกับบทเพลงอื่นจากด.ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ แต่เหตุที่จำเลยนำบทเพลงพิพาทไปบันทึกเสียงเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าตนมีสิทธิในลิขสิทธิ์เพลงพิพาทดีกว่าโจทก์ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนา กระทำผิด
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 2ป.อ. 3ป.อ. 59ป.อ. 62ป.วิ.อ. 2พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 15พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 16พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 17พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 18พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 19พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 17พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 27พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 31พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 69พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 70
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมในเนื้อร้องและทำนองเพลง "ผัวฉันหาย" เมื่อต้นเดือนกันยายน 2538เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันนำเอาบทเพลงดังกล่าวไปทำซ้ำ หรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยทำการเรียบเรียงเสียงประสานประกอบการบรรเลงดนตรีและเสียงประกอบคำร้อง แล้วนำไปบันทึกเสียงลงในแถบบันทึกเสียง ใช้ชื่อชุดว่า "ลูกทุ่ง#2 เบรคแตก" โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แล้วนำออกขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่าเสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ เสนอให้เช่าซื้อหรือแจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อหากำไร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 27, 28, 29, 31, 69, 70, 73ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และสั่งจ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาแก่โจทก์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 31, 69 วรรคสอง,70 วรรคสอง เป็นความผิดต่างกรรมกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 27,69 วรรคสอง เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ปรับรายละ 100,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาทความผิดตามมาตรา 31, 70 วรรคสอง เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ปรับรายละ 50,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 3 เดือนและปรับ 50,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รายละ150,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 รวมจำคุก 9 เดือน และปรับ150,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ในกรณีไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ส่วนจำเลยที่ 3 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาแก่โจทก์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17 วรรคสาม บัญญัติว่าการโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดก ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปีเมื่อโจทก์ได้รับโอนบทเพลงพิพาทจากผู้สร้างสรรค์มาเกินสิบปีโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสาม เห็นว่าสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์บทเพลงพิพาทเอกสารหมาย จ.5 ของโจทก์ทำขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2522 ในระหว่างที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ใช้บังคับ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นในระหว่างนี้กรณีต้องบังคับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งในมาตรา 15 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า การโอนลิขสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่น เจ้าของลิขสิทธิ์จะโอนให้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และจะโอนให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ มาตรา 16 วรรคแรกบัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 18 และมาตรา 19 ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายเมื่อข้อความตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.5ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้ประพันธ์ตกลงโอนขายและห้างตกลงซื้อลิขสิทธิ์เพลงตามข้อ 1 การโอนขายนี้เป็นการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดและเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งลิขสิทธิ์" และบทเพลงพิพาทเป็นงานดนตรีกรรมไม่ต้องบังคับตามมาตรา 18 และมาตรา 19ข้อความตามสัญญาดังกล่าวจึงมีความหมายว่า เป็นการโอนลิขสิทธิ์ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 วรรคแรก เมื่อขณะพิจารณาคดี นายดิเรก เกศรีระคุปต์หรือจิ๋ว พิจิตร ผู้สร้างสรรค์บทเพลงพิพาทยังมีชีวิตอยู่โจทก์ผู้รับโอนย่อมมีลิขสิทธิ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้จึงเป็นผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามได้ ปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นข้อเท็จจริงมีว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ ผู้ชำระบัญชีห้างโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2522 โจทก์ซื้อลิขสิทธิ์บทเพลงพิพาทรวมกับบทเพลงอื่นจากนายดิเรก เกศรีระคุปต์หรือจิ๋ว พิจิตร ในราคา 100,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.5 จำเลยทั้งสามมีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เนื่องจากก่อนหน้านี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญาฐานละเมิดลิขสิทธิ์บทเพล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง