ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 596/2561

หลักกฎหมาย

การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกันโดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน คือการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วๆไป ไม่จำกัดว่าด้วยการโฆษณาทางสื่อมวลชนหรือป่าวประกาศต่อประชาชนในสถานที่ต่างๆ จึงไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้งเป็นคราวๆไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองกับพวกแสดงข้อความหลอกลวงให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนกับจำเลยทั้งสองกับพวกก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยที่ 2 จะอยู่ด้วยกับจำเลยที่ 1 และ พ. หรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12 ให้จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย แต่ละรายตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละรายถูกฉ้อโกงไปรวม 6,394,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินของผู้เสียหายแต่ละรายนับแต่วันที่ได้กู้ยืมเงินไปจนกว่าจะคืนเงินต้นเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และ 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและ 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 14 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 70 ปี แต่ความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียงคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 121,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 396,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 2,448,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 674,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตาร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสิบสี่นำเงินมาลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ จำเลยที่ 2 กับนางเดือนเพ็ญเป็นสามีภริยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขณะเกิดเหตุอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้คือ อัตราร้อยละ 2.45 ต่อปี ตามประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งที่ 5/2554 พันตำรวจโทสังวรพนักงานสอบสวนตรวจสอบบัญชีของผู้เสียหายที่ 4 และที่ 6 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว สรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชีของจำเลยทั้งสอง จากการตรวจสอบไม่มีสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจภูสิงห์หรือธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรือปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมาผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 ทำบันทึกถอนคำร้องทุกข์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2561 · ทนอย Thanoy