ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 5962/2551

หลักกฎหมาย

น. ยกให้เฉพาะที่ดินที่ปลูกบ้านเกิดเหตุให้แก่ บ. โดยไม่รวมบ้าน และยกบ้านเกิดเหตุให้แก่โจทก์เพื่อให้รื้อถอนไปสร้างใหม่ บ้านเกิดเหตุจึงไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินและเป็นการยกให้ในลักษณะสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ การยกให้บ้านเกิดเหตุจึงสมบูรณ์โดยหาจำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะนายประพันธ์หรือแมว ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80 - 2803 ประจวบคีรีขันธ์ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 9553 นครศรีธรรมราช เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันพลิกคว่ำและเกิดระเบิดเพลิงไหม้ลุกลามไหม้บ้านเลขที่ 131 หมู่ที่ 2 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า บ้านเกิดเหตุเป็นบ้านของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางนพ และนางบุญเลี่ยม เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมนางนพเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านเกิดเหตุ ต่อมาประมาณปี 2522 นางนพยกเฉพาะที่ดินให้นางบุญเลี่ยม พี่สาวของโจทก์ส่วนบ้านยังเป็นของนางนพ ครั้นปี 2536 กรมทางหลวงได้เวนคืนที่ดินและบ้านเกิดเหตุและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นางบุญเลี่ยม และค่าทดแทนบ้านเกิดเหตุให้แก่นางนพ โดยยอมให้นางนพรื้อถอนบ้านไปได้ตามหลักฐานการจ่ายค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่นางนพยังไม่ได้รื้อถอนไปเนื่องจากยังไม่มีการสร้างทาง หลังจากนั้นปี 2538 นางนพยกบ้านเกิดเหตุให้โจทก์เพื่อรื้อถอนไปสร้างใหม่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ได้รับการยกให้บ้านเกิดเหตุจากนางนพ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่านางนพยกให้เฉพาะที่ดินที่ปลูกบ้านเกิดเหตุให้แก่นางบุญเลี่ยมโดยไม่รวมบ้านและยกบ้านเกิดเหตุให้แก่โจทก์เพื่อให้รื้อถอนไปสร้างใหม่ บ้านเกิดเหตุจึงไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินและเป็นการยกให้ในลักษณะสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ การยกให้บ้านเกิดเหตุจึงสมบูรณ์โดยหาจำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ไม่ โจทก์จึงเป็นเจ้าของบ้านเกิดเหตุ เมื่อได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายประพันธ์หรือแมว หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทอำนวย พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบรายงานการสอบสวนว่า จากการสอบสวนได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุนายประพันธ์ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุไปชนท้ายรถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งรอสัญญาณไฟจราจรที่บริเวณสามแยกบายพาสเพื่อเลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าไปอำเภอปราณบุรี ทำให้รถยนต์บรรทุกหกล้อกระเด็นข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามและชนกับรถยนต์บรรทุกอ้อยซึ่งพลิกคว่ำอยู่ก่อนแล้ว ส่วนรถยนต์บรรทุกน้ำมันเสียหลักพลิกคว่ำเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านเกิดเหตุของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองมีนายจักรพันธ์ เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานโดยสารรถยนต์บรรทุกน้ำมันคู่กับนายประพันธ์มาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางแยกและมีลักษณะเป็นคอขวด ในช่องเดินรถด้านซ้ายมีรถยนต์บรรทุกอ้อยแล่นอยู่ เมื่อนายประพันธ์ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันเลี้ยวขวาผ่านทางแยก รถยนต์บรรทุกอ้อยได้แล่นตัดหน้าเข้ามาในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน นายประพันธ์จึงห้ามล้อรถและหักรถหลบไปทางด้านซ้าย ซึ่งขณะนั้นมีรถยนต์บรรทุกหกล้อแล่นพุ่งเข้ามา เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกหกล้อกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันเสียหลักพลิกคว่ำไปทางด้านซ้าย ไฟลุกไหม้ตัวของพยาน และรถยนต์บรรทุกน้ำมันได้รับความเสียหายบริเวณด้านหน้าและกระจกแตก เห็นว่า คำเบิกความของนายจักรพันธ์ขัดแย้งกับเหตุผลความเป็นจริง เพราะพยานเบิกความว่า รถยนต์บรรทุกอ้อยแล่นตัดหน้าเข้ามาในช่องเดินรถทางขวาของรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่นายประพันธ์ขับ นายประพันธ์จึงห้ามล้อรถและหักหลบไปทางด้านซ้าย ซึ่งหากเป็นจริงดังจำเลยทั้งสองนำสืบ รถยนต์บรรทุกน้ำมันต้องถูกรถยนต์บรรทุกหกล้อเฉี่ยวชนทางด้านซ้ายของรถ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง