ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 5970/2545

หลักกฎหมาย

ขณะจำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษขนาดใหญ่มาส่งมอบให้แก่ตัวแทนของโจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษดังกล่าว ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติ และมาตรา 34 ได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะในกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ดังนั้นผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34(2) ประกอบด้วยมาตรา 33 แม้จำเลยไม่ติดป้ายแสดงสินค้าอันตราย แต่เมื่อโจทก์ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าแล้ว ความเสียหายจึงมิได้เกิดจากการที่โจทก์ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าอันเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรหรือไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามมาตรา 34(2) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ ได้ การที่ผู้ขนส่งไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งแก่จำเลยหรือตัวแทนว่าได้เกิดความเสียหายพร้อมแจ้งถึงสภาพโดยทั่วไปของความเสียหายดังกล่าวภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดความเสียหายแก่ผู้ส่งของเป็นเพียงเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งไม่ได้รับความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 37ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้ สาเหตุที่ทำให้ถ่านไม้เกิดลุกไหม้จนเกิดความเสียหายขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยในการบรรจุสินค้าดังกล่าวแล้วยังมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่ไม่เหมาะสม โดยวางปะปนกับตู้สินค้าอื่นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้ถ่านไม้เกิดความร้อนสะสมขึ้นอย่างช้า ๆ และลุกไหม้ขึ้น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ขนส่งด้วย ดังนั้น ในการที่จะให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยคำนึงถึงข้อสำคัญว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้จากประเทศไทยไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยเป็นผู้บรรจุสินค้าถ่านไม้ในตู้สินค้าจำนวน 2 ตู้ แต่จำเลยมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายและมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเป็นสินค้าอันตราย นอกจากนี้จำเลยยังปิดผนึกถุงพลาสติกที่บรรจุถ่านบกพร่อง ทำให้อากาศเข้าไปภายในได้เป็นเหตุให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีแล้วเกิดไฟลุกไหม้ระหว่างเรือกำลังแล่นอยู่กลางทะเล โจทก์เสียหายต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการดับเพลิง ค่าซ่อมระวางเรือ และค่าสี กับค่าตู้สินค้าและค่าซ่อมตู้สินค้ารวมค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 765,123.75 บาท จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุไฟไหม้เป็นต้นไปถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 55,812.11 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน820,935.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน765,123.75 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเรือและตู้สินค้าที่เสียหาย ตามสัญญารับขนโจทก์มีหน้าที่เป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงรายละเอียดของสินค้า เช่น ชนิด ปริมาณ น้ำหนัก จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้า โจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าเหตุไฟไหม้เกิดมาจากสินค้าของจำเลย ทั้งโจทก์ควรจะติดตั้งป้ายเครื่องหมายแสดงให้ชัดแจ้งว่าตู้สินค้าใดเป็นสินค้าอันตราย แต่โจทก์มิได้จัดทำ ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง และโจทก์ไม่ได้แจ้งความเสียหายให้จำเลยทราบภายใน 90 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ดินแดนไต้หวัน โจทก์ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลและเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าชื่อ ยูนิ-เมอร์ซี่ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยจดทะเบียนในประเทศไทย จำเลยประกอบกิจการผลิตถ่านไม้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เมื่อประมาณต้นปี 2537 จำเลยได้ติดต่อเพื่อว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้ไปมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น โจทก์ได้ทำใบเสนอราคาซึ่งระบุถึงสินค้าที่จำเลยจะว่าจ้างให้โจทก์ขนส่งว่า ถ่านไม้อิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2537 จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้จำนวน1,740 กล่อง จากท่าเรือกรุงเทพไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นการขนส่งโดยใช้ตู้สินค้าระบบแอลซีแอล (LCL) ซึ่งจำเลยจะนำสินค้ามาส่งให้แก่โจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพเพื่อให้โจทก์บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้า แล้วนำขึ้นบรรทุกบนเรือเพื่อขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น วันที่ 14 มิถุนายน 2537 จำเลยได้นำสินค้าถ่านไม้ซึ่งแบ่งบรรจุใส่ถุงพลาสติกน้ำหนักถุงละประมาณ 3 กิโลกรัม รัดปากถุงด้วยหนังยางบรรจุใส่กล่องกระดาษ ข้างกล่องมีคำภาษาอังกฤษขนาดใหญ่ว่า CHARCOAL ซึ่งแปลว่า ถ่าน และมีสัญลักษณ์รูปไฟอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายประทับอยู่ จำเลยนำกล่องบรรจุถ่านไม้ดังกล่าวจำนวน 4 กล่องหรือ 6 กล่อง บรรจุลงในกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ 1 กล่อง อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่มีเครื่องหมายการค้าของลูกค้าประทับอยู่ แต่ไม่มีสัญลักษณ์รูปไฟหรือสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายประทับอยู่ จำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ปิดผนึกเรียบร้อยแล้วจำนวน 1,740 กล่องไปส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำลองยุทธ 79 ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำสินค้าดังกล่าวบรรจุเข้าในตู้สินค้าที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพ สินค้าถ่านไม้ของจำเลยจำนวน 1,740 กล่อง ถูกบรรจุลงในตู้สินค้าจำนวน 2 ตู้ คือตู้สินค้าหมายเลขอีไอเอสยู 1336896 จำนวน 960 กล่อง และตู้สินค้าหมายเลขอีไอเอสยู 1167461 จำนวน 780 กล่อง ตู้สินค้าทั้งสองตู้ไม่ได้มีการปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตราย ตู้สินค้าทั้งสองตู้ถูกขนขึ้นบรรทุกบนเรือสินค้ายูนิ-เมอร์ซี่ โดยถูกจัดวางไว้ในระวางเรือเรียงซ้อนกับตู้สินค้าอื่น ๆ กับมีตู้สินค้าอื่นวางซ้อนทับไว้ด้วย และโจทก์ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลย 2 ฉบับ โดยระบุรายละเอียดของสินค้าว่าเป็นสินค้าถ่าน (charcoal) ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 เรือสินค้ายูนิ-เมอร์ซี่ ออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 ต่อมาวันที่ 23 เดือนเดียวกันขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลใกล้ดินแดนไต้หวัน ปรากฏว่ามีไฟลุกไหม้ขึ้นที่ตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ของจำเลย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2545 · ทนอย Thanoy