คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 601/2546
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ให้การว่าจำเลยที่ 3มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยจำเลยที่ 3 มิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในอีกคดีหนึ่ง โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ซึ่งจำนองไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 3,600,000 บาท โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญา 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งกำหนดในวันที่ 22 เมษายน 2531 จำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์หรือนางสาววิไลโกวพัฒนกิจ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2169 สูงขึ้นมาก จำเลยที่ 1 เสียดายจึงขอยกเลิกสัญญากับโจทก์หลายครั้ง โดยจะจ่ายค่าตอบแทนให้ แต่โจทก์ไม่ยินยอมจำเลยที่ 1 โดยทุจริตและทำการฉ้อฉลโจทก์ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายแสร้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดสระบุรี โดยไม่ให้โจทก์ทราบว่านายผดุงศักดิ์ เทพพัตรา ก่อนจะถึงแก่กรรมได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 แล้วมอบให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน จำเลยที่ 1ยื่นคำให้การสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยรับว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน พร้อมกับยื่นบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม2524 ว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 และได้แสดงเจตนาลวง ฉ้อฉลโจทก์ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลจังหวัดสระบุรี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบและได้รับความเสียหาย โจทก์ทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2535 ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรีและคำพิพากษาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงดี ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และจำเลยอื่นจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก็ไม่อาจนำมาบังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ การดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ที่ศาลจังหวัดสระบุรีและการประนีประนอมยอมความเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 3 ส่วนใน7 ส่วน ซึ่งยังไม่ได้มีการแบ่งแยกกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปทำสัญญาจะขายให้โจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 31มีนาคม 2535 ระหว่างจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ขณะคดีอยู่ในกำหนดเวลายื่นฎีกา นางมุ้ยเอ็ง แซ่เบ๊ ถึงแก่กรรมนายจรูญ เทพพัตรายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2531โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องชำระราคาที่ยังค้างชำระจำนวน 2,600,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสระบุรี ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง