ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 6012/2550

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นการประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บริษัท ซ. ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าของบริษัท ซ. ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์โดยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 3 และตามกรมธรรม์ไม่ได้ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บริษัท ซ. ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ซ. ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 3 โดยตรงตามมาตรา 887

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้สินของจำเลยที่ 1 ไม่มีจำกัดจำนวน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดในการประกอบธุรกิจบริการรถรับจ้างขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2545 จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2546 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 บริษัทซีอาร์ที ดิสเพลย์ เทคโนโลยี จำกัด ได้เอาประกันภัยแบบเปิดไว้ต่อโจทก์ โดยโจทก์สัญญาว่า ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โจทก์จะให้ความคุ้มครองความเสียหายของสินค้าที่บริษัทดังกล่าวส่งออกไปขายต่างประเทศ หากสินค้าของบริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยจนกระทั่งสินค้าถึงโกดังของผู้ซื้อในต่างประเทศ โจทก์จะชดใช้ความเสียหายให้ตามจำนวนความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินวงเงินที่เอาประกันภัยในการขนสินค้าแต่ละเที่ยวตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลแบบเปิด ในการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยว บริษัทดังกล่าวจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่โจทก์จะได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยเฉพาะรายเที่ยวการขนส่งครั้งนั้นให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้แจ้งให้โจทก์ทราบและขอเอาประกันภัยทรัพย์ของตน คือ หลอดภาพโทรทัศน์ ขนาด 15 นิ้ว จำนวน 96 ไม้รองสินค้า ในการนี้โจทก์สัญญาว่า หากสินค้าได้รับความเสียหายหรือสูญหายไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังของบริษัทดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ไปจนถึงโกดังของผู้ซื้อที่เมืองยันเทียน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โจทก์จะชดใช้ความเสียหายให้ภายในวงเงินจำนวน 155,010.25 ดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 6,738,295.13 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐละ 43.47 บาท) เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวจำนวน 1 ตู้สินค้า บรรจุหลอดภาพโทรทัศน์จำนวน 2,016 หลอดจากโรงงานไปยังท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างโดยใช้รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1474 ระยอง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-6287 ชลบุรี มีนายวิรัตน์ หนองใหญ่ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ นายวิรัตน์ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวแล่นไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 จากอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มุ่งหน้าไปท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวแล่นไปถึงปากทางเข้าท่าเรือแหลมฉบับ นายวิรัตน์ได้ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะการณ์เช่นว่านั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และนายวิรัตน์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ นายวิรัตน์จะต้องขับรถยนต์โดยไม่ใช้ความเร็วสูงเนื่องจากรถยนต์บรรทุกหนัก โดยต้องใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพของรถยนต์บรรทุกในขณะนั้น และเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องจอดรถจะต้องสามารถจอดรถได้โดยปลอดภัย แต่ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของนายวิรัตน์ นายวิรัตน์หาได้ขับรถในลักษณะดังกล่าวไม่ โดยนายวิรัตน์ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่เหมาะสมกับสภาพรถยนต์บรรทุกหนัก เมื่อรถยนต์แล่นไปถึงบริเวณแยกบ้านทุ่ง ในขณะนั้นถนนด้านที่นายวิรัตน์ขับรถไปให้สัญญาณไฟจราจรสีแดง ซึ่งนายวิรัตน์จะต้องหยุดรถยนต์คันที่ตนขับ ปรากฏว่าในขณะนั้นมีรถยนต์คันอื่นจอดติดสัญญาณไฟจราจรสีแดงอยู่ นายวิรัตน์ไม่สามารถหยุดรถได้ เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นเนินลงสะพานและรถยนต์ที่นายวิรัตน์ขับแล่นมาด้วยความเร็วสูง นายวิรัตน์จึงหักพวงมาลัยหลบลงไหล่ถนนด้านซ้าย ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวพลิกตะแคงข้างถนนเป็นเหตุให้ตู้สินค้าและหลอดภาพโทรทัศน์ที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าได้รับความเสียหาย 2,016 หลอด ความเสียหายของสินค้าดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของนายวิรัตน์ผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างซึ่งได้กระทำไปในทางการที่จ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ผู้มีความรับผิดตามกฎหมายในภาระหนี้สินของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน ต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่บริษัทดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย บริษัทดังกล่าวได้นำซากหลอดภาพโทรทัศน์ดัง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6012/2550 · ทนอย Thanoy