คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 6052/2549
หลักกฎหมาย
โรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ได้รับสัมปทานดำเนินกิจการจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การดำเนินกิจการดังกล่าวเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องของโจทก์จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือการรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 9 (7) แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ดังนั้น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยไป โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับให้กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 ที่จะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 6พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 9พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการบริหารงานกรุงเทพมหานคร เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรับผิดชอบกิจการของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้รับสัมปทานในการประกอบกิจการบรรจุและแยกสินค้า (สถานี A) จากการรถไฟแห่งประเทศไทย และได้เช่าพื้นที่บริเวณส่วนกลางนอกเขตสัมปทานคือโรงพักสินค้าเนื้อที่ 4,140 ตารางเมตรเพื่อเก็บสินค้าส่งออก คิดค่าเช่าเดือนละ 124,200 บาท และเช่าพื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าอีก 6,274 ตารางเมตร คิดค่าเช่าเดือนละ 125,480 บาท มีระยะเวลาเช่า 8 เดือน รวมค่าเช่า 249,680 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนและในนามการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บภาษีของสำนักงานเขตลาดกระบังแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยชำระภาษี 277,052.12 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งให้โจทก์ทราบวันที่ 22 ตุลาคม 2544 และโจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดว่าหมดสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาใหม่ ตามมาตรา 27 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานและคำชี้ขาดไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากสัญญาเช่าและอัตราค่าเช่าโรงพักสินค้าและพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าวถูกต้องและมีอัตราแน่นอนชัดแจ้ง ค่ารายปีต้องกำหนดมาจากค่าเช่าตามสัญญา การประเมินของเจ้าพนักงานมิได้ตั้งอยู่บนฐานแห่งค่ารายปีตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการประเมินภาษีตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทยที่วางข้อกำหนดให้ต้องสำรวจจากการที่ได้มีการเช่าจริง และตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 63/2538 เรื่อง การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน โดยโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเพียง 93,630 บาท เท่านั้น นอกจากนี้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีสามารถใช้สิทธิได้ในนามของตนเอง โจทก์รับทราบตามหนังสือแจ้งการประเมินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายในกำหนดระยะเวลา และกรณีของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 26, 27 และ 31 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 และคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จัดเก็บไปโดยไม่ถูกต้อง จำนวน 183,422.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะมิใช่เจ้าของโรงเรือนและมิใช่ผู้รับประเมิน โจทก์ไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่จะกระทำได้ในนามของตนเอง โจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินและเป็นผู้รับประเมิน โจทก์จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลาง กรณีนี้เจ้าของทรัพย์สินซึ่งเป็นผู้รับประเมินเป็นหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ หากไม่เห็นด้วยกับการประเมินจะต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด และมติคณะรัฐมนตรีให้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 31 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งไม่อาจนำคดีมาสู่ศาลได้ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลโจทก์ก็ไม่มีสิทธิเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทราบ และการรถไฟแห่งประเทศไทยมิได้ขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ได้นำเงินค่าภาษีมาชำระแล้วค่ารายปีและค่าภาษีดังกล่าวจึงยุติ สำหรับการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น เจ้าพนักงานกำหนดค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ลง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง