คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 6080/2552
หลักกฎหมาย
การพาอาวุธใด ๆ ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 371 แต่หากเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่งและมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักกว่าการพาอาวุธทั่ว ๆ ไป ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า กฏหมายบัญญัติความผิดและบทลงโทษแยกไว้สำหรับกรณีพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นอีกความผิดหนึ่ง ทั้งวัตถุของกลางก็เป็นคนละประเภทกัน แสดงว่าเจตนาในการพาไปแตกต่างกัน และความผิดแต่ละประเภทสำเร็จแล้วนับตั้งแต่พาเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามจะร่วมกันพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 309, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และมีดปลายแหลมของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธแต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 309 วรรคสอง, 340 วรรคสอง วรรคท้าย, 340 ตรี, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย อันเป็นบทหนักตามมาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ จำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ จำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย จำคุกคนละ 6 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และมีดปลายแหลมของกลาง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ฐานชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2546 เวลาประมาณ 24 นาฬิกา สิบเอกทวีพงษ์ ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน กข 2839 บุรีรัมย์ พานางสาวดวงเดือน ไปเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำห้วยยางอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และพูดคุยกันจนถึงเวลา 1.30 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ได้มีจำเลยทั้งสามเข้ามาใช้อาวุธปืนและอาวุธมีดขู่บังคับบุคคลทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสามขึ้นรถยนต์ไปด้วย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ในระหว่างทางสิบเอกทวีพงษ์หลบหนีไปได้ จำเลยทั้งสามขับรถยนต์พานางสาวดวงเดือนไปที่สวนแห่งหนึ่งในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งให้นายขวัญยืน เลาหสวัสดิ์ ผู้ตายไปพบที่สวนดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ผู้ตายขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน มาที่สวนพร้อมกับนางอารยา ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 บอกให้ผู้ตายขับรถยนต์ตามรถยนต์เก๋งไปได้ประมาณ 1 กิโลเมตร จำเลยทั้งสามและผู้ตายลงจากรถไปคุยกัน จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณขมับซ้ายและ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง