ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 6089/2558

หลักกฎหมาย

แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาดังกล่าวก็หาใช่จะไม่มีผลใดๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่ง ป.ที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดหรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หรือนำไปจำหน่ายตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องมาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม โฉนดที่ดินเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ปัจจุบันอยู่แขวงลาดพร้าว (ออเป้า) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า)อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282, 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และที่ดินโฉนดที่แบ่งแยกออกจากที่ดินเลขที่ 135282 ดังกล่าว คือที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดินข้างต้นแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมนายคี้ ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับนางเซี่ยมจึง เมื่อปี 2494 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางอรพินท์ นางสาวเกษราและจำเลย นางเซี่ยมจึงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 ต่อมาปี 2520 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน แต่มีชีวิตอยู่ 4 คน คือ นางสาวสุมาลี นางสาวรัชนีวรรณ นายสมควรและนายสมเกียรติ หลังจากนั้นผู้ตายได้นางวันดี เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่มีชีวิตอยู่ 2 คน คือ นางสาวดวงใจและนายบุญชัย ในปี 2531 ผู้ตายได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย และปี 2546 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์เรียกประชุมทายาทและฟ้องเรียกคืนที่ดินที่มีชื่อทายาททั้งหมด คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ สำหรับคดีนี้ผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียให้จำเลยไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อประมาณปี 2516 และจำเลยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกลับมาประเทศไทยในปี 2527 ที่ดินพิพาท คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527, 51318 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กับที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 135282 ดังกล่าวอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35964, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี รวมเป็น 22 แปลง มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีตัวโจทก์และนางสุมาลีเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความว่า ขณะผู้ตายยังอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ผู้ตายประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างร่วมกับพี่น้องแบบกงสี ต่อมาปี 2520 กงสีเลิกกัน เมื่อแบ่งกงสีระหว่างพี่น้องตามบัญชีกงสี ผู้ตายได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินของนายสิทธิชัย น้องชายผู้ตาย 10 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ด้วย แต่เนื่องจากผู้ตายเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ปี 2522 ผู้ตายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 และ 43527 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาปี 2542 ผู้ตายสั่งให้จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 ดังกล่าวไป และให้นางสุมาลีนำเงินฝากเข้าบัญชีของผู้ตายที่ธนาคาร ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ผู้ตายซื้อมาประมาณปี 2525 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อปลูกอาคารทำเป็นสำนักงาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง