ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 6099/2560

หลักกฎหมาย

จำเลยประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าอันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถ ดังนั้นจำเลยย่อมมีหน้าที่ดูแลและรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถด้วย แต่จำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลทรัพย์สินของลูกค้าและไม่มีมาตรการในการระมัดระวังมิให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของลูกค้า คงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่ใช้บันทึกภาพรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกับจำเลยร่วมไว้ โดยกรมธรรม์ดังกล่าวระบุความรับผิดในเรื่องความเสียหายของผู้มาเยือนในข้อ 4.8 ว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินจากผลกระทบส่วนบุคคล (รวมถึงยานพาหนะและส่วนที่เกี่ยวข้อง) ครอบครองโดยกรรมการ ผู้มาเยือนและลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย ซึ่งความเสียหายดังกล่าวหมายความรวมถึงความสูญหายด้วยตามนิยามศัพท์ข้อ 11.11 โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรกที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับประกันภัยจากจำเลยมีความผูกผันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์เท่านั้นไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยร่วมชำระหนี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนโจทก์ฟ้องคดี โดยจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) อนึ่ง คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้โดยจำเลยและจำเลยร่วมต่างยื่นอุทธรณ์และฎีกาแยกกัน ต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า ที่จะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 476,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2557) ต้องไม่เกิน 26,630 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน 253,668 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 253,668 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 376 สุรินทร์ ไว้จากนางสาวเกนียง ผู้เอาประกันภัย จำเลยประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าแก่ลูกค้าทั่วไปใช้ชื่อ ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ในระหว่างระยะเวลารับประกันภัย ผู้เอาประกันภัยนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลย สาขาพระราม 2 เพื่อซื้อสินค้าและปิดล็อกประตูรถยนต์ไว้ ปรากฏว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไป โดยบริเวณทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าของจำเลยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ คงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่จะบันทึกภาพรถยนต์เข้าออกเท่านั้น ผู้เอาประกันภัยแจ้งเรื่องที่รถยนต์สูญหายให้โจทก์ทราบ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท ให้แก่บริษัทตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด ผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 ส่วนจำเลยร่วมรับประกันภัยจากจำเลยในกรณีประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยและจำเลยมิได้รับฝากรถยนต์ การที่จำเลยจัดสถานที่จอดรถให้ลูกค้านั้นเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เท่านั้น จำเลยมิได้มีหน้าที่ต้องจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันมิให้คนร้ายลักรถยนต์ของลูกค้ารวมทั้งรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย ดังนั้นจำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้าจำเลยต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้า อันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถที่กว้างขวาง มีปริมาณเพียงพอสะดวกสบายย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะมาใช้บริการห้างสรรพสินค้า ดังนั้นจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องดูแลและรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการซึ่งรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าด้วย จำเลยควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดรัดกุมโดยจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้คอยตรวจสอบดูแลเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าสูญหาย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เอาประกันภัยได้ใช้ความระมัดระวังด้วยการล็อกรถยนต์เพื่อมิให้คนร้ายสามารถเข้าไปในรถยนต์ได้โดยสะดวกอันเป็นการป้องกันทรัพย์ของตนตามปกติแล้ว แต่การที่จำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลทรัพย์สินของลูกค้าและไม่มีมาตรการในการระมัดระวังมิให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของลูกค้าคงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่ใช้บันทึกภาพรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกเท่านั้นซึ่งมาตรการดังกล่าวยังไม่พอเพียงต่อการรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อคนร้ายลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยไปจึงถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 450,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้วโดยไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยไว้สูงเกินกว่าราคาและสภาพรถยนต์ในขณะที่ตกลงทำสัญญาประกันภัย โจทก์ในฐานะผู้รับปร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6099/2560 · ทนอย Thanoy