ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 6102/2546

หลักกฎหมาย

ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นดำเนินกิจการในทางช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรหรือดำเนินการของเกษตรกรโดยตรง จึงถือว่าเป็นกิจการอย่างอื่นที่ธนาคารโจทก์กระทำเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธนาคารได้นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 และเมื่อกิจการตลาดกลางเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์รายได้จากกิจการดังกล่าวจึงถือเป็นรายได้ของโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกรกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ประกอบธุรกิจอื่น อันเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนการประกอบเกษตรกรรมและดำเนินกิจการตลาดผลิตผลการเกษตร และผลิตภัณฑ์จากผลิตผลการเกษตรได้ตามกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 9(2) จำเลยเป็นนิติบุคคล เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์ดำเนินกิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2533 เจ้าพนักงานประเมินได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2541 จากโจทก์ รวมเป็นเงิน 52,944 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินสำหรับเดือนพฤษภาคม 2541 ชอบแล้ว ให้งดเบี้ยปรับเงินเพิ่มต้องชำระตามกฎหมาย เป็นเงิน 12,582 บาท ส่วนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนมิถุนายน 2541 จำนวน 13,616.01 บาท ให้ลดลง 7,948.87 บาท ผลทำให้เงินเพิ่มลดลง 1,669.26 บาท เบี้ยปรับให้งด ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน 6,857 บาท โดยให้เหตุผลว่าตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นแม้เป็นกิจการของโจทก์ แต่ลักษณะการประกอบกิจการ และวัตถุประสงค์ของตลาด มิใช่การประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ของธนาคาร ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนการประเมินภาษีกรณีมีรายรับจากการรับฝากสินค้าในฉางข้าวถือเป็นรายรับจากการให้บริการรับฝากสินค้า มิใช่เป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์มิใช่เป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ วัตถุประสงค์ของตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นจึงเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 98(2) ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่น จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2529 รัฐบาลสมัยนั้นได้มอบหมายให้โจทก์ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจากชาวนา เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้สามารถเก็บข้าวเปลือกไว้รอราคาและเพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาในระยะยาวรัฐบาลโดยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติโครงการเร่งรัดฟื้นฟูการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ก.ฟ.ค.) ได้อนุมัติเงินงบประมาณแผ่นดินวงเงิน 34 ล้านบาท ให้โจทก์ใช้จัดสร้างตลาดกลางข้าวเปลือกระดับภาคซึ่งกรรมการของโจทก์มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานได้อนุมัติให้โจทก์จัดสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530 ดังนั้น การดำเนินการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นของโจทก์ จึงเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2529 และมติคณะกรรมการโจทก์ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 13 ซึ่งบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น โดยให้อำนาจโจทก์กระทำกิจการอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรหรือดำเนินงานของเกษตรกรซึ่งต่อมากระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงรองรับให้โจทก์สามารถประกอบธุรกิจตลาดผลิตผลการเกษตรได้ กิจการของโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 41 ที่บัญญัติให้โจทก์ได้รับยกเว้นการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร โดยโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีอากรรวมทั้งภาษีการค้าสำหรับกิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นและประมวลรัษฎากร มาตรา 77/3 ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการของโจทก์ เนื่องจากเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/3(1) แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 77/3 ได้บัญญัติยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการของโจทก์ทุกกิจกรรมที่โจทก์ประกอบการภายใต้วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรพ.ศ. 2509 หากกฎหมายประสงค์จะยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะหรือภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์เฉพาะกิจการธนาคารหรือกิจการใดก็น่าจะบัญญัติโดยชัดแจ้ง ดังเช่นกิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/3(3) ซึ่งยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิกเท่านั้น ส่วนกิจการอื่นจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะตามลักษณะธุรกิจซึ่งหากกฎหมายประสงค์จะยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์เฉพาะกิจการธนาคารหรือกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 ก็จะต้องบัญญัติมาตรา 91/3 ไว้ว่าให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้ "(1)...กิจการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเฉพาะการประกอบกิจการตามมาตรา 91/2" ซึ่งเป็นผลให้กฎหมายไม่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6102/2546 · ทนอย Thanoy