คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 6114/2560
หลักกฎหมาย
ศาลาทรงไทยกลางน้ำสร้างจากงบประมาณของเทศบาลตำบล ป. แม้ไม่มีเลขทะเบียนครุภัณฑ์หรือเป็นพัสดุที่ไม่มีทะเบียนคุม การดำเนินการใดๆ กับศาลาทรงไทยดังกล่าวต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าเป็นอำนาจสั่งการของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบล ป. ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น การตรวจสอบและจำหน่ายพัสดุของจำเลยที่ 1 ภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ตาม ป.อ. จำเลยที่ 1 จำหน่ายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลให้แก่เอกชนในลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบดังกล่าว อีกทั้งไม่นำเงินที่ขายได้ส่งเป็นรายได้เทศบาลในทันที จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลทักท้วง ทวงถาม และถูกตรวจสอบโดยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัด จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเลขานุการนำเงินมาคืนในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และมาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะของบททั่วไปตามมาตรา 157 ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีของจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมวาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำ ก็เป็นเวลาในภายหลังจากจำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยดังกล่าวไปแล้ว ทั้งการที่จำเลยที่ 2 รับฝากเงินค่าขายศาลาดังกล่าวไว้จากผู้ซื้อแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อยู่ที่สำนักงาน เป็นการกระทำตามคำสั่งของ จำเลยที่ 1 ผู้บังคับบัญชา ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 151 ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ย่อมมิใช่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 90, 147, 51 และ 157 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงาน ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย รับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ สั่งอนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 แต่มิใช่เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพล เจ้าของร้านพ่อหลวงอ้ายไม้เก่าในราคา 15,000 บาท จากนั้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 นายนิพลนำเงินค่าศาลากลางนํ้าจำนวน 15,000 บาท ไปมอบให้จำเลยที่ 1 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 จึงฝากเงินไว้กับจำเลยที่ 2 แต่ภายหลัง นายอาทิตย์ ปลัดเทศบาลตำบลป่างิ้วแนะนำจำเลยที่ 1 ว่า ในการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วต้องขออนุมัติสภาเทศบาลก่อน จำเลยที่ 1 ขอให้นายอาทิตย์บรรจุวาระขออนุมัติการรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วในการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้ว และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 มีการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้วสมัยสามัญสมัยที่ 3 ครั้งที่ 1/2555 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมประชุมในวาระที่ 4.2 จำเลยที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมขออนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำด้านหลังที่ทำการของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ตามสำเนารายงานการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้วสมัยสามัญสมัยที่ 3 ครั้งที่ 1/2555 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ติดต่อนายนิพลให้เข้าไปรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2555 นายนิพลนำลูกน้องเข้าไปรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำด้านหลังที่ทำการของเทศบาลตำบลป่างิ้วแล้วนำไม้ที่ได้จากการรื้อถอนกลับไปที่ร้านของตน จนกระทั่งรุ่งขึ้นวันที่ 14 สิงหาคม 2555 นางกัญญา เจ้าหน้าที่พัสดุ ทราบว่ามีการรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จึงสอบถามจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ทราบว่าร้านพ่อหลวงอ้ายไม้เก่ารื้อถอนศาลาดังกล่าวไปตามมติของสภาเทศบาล นางกัญญา นางอรวรรณ หัวหน้าส่วนการคลัง นายโชคดี นักบริหารการศึกษาและหัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา และนางพิตรพิชชา เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปแล้วมีความเห็นว่า การจำหน่ายพัสดุของเทศบาลต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ข้อ 149, 150 และ 151 นางกัญญาและนางอรวรรณทำบันทึกข้อความลงวันที่ 15 สิงหาคม 2555 เสนอจำเลยที่ 1 ว่า การรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจำหน่ายพัสดุ ขอให้ดำเนินการส่งเงินรายได้จากการขายเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จำเลยที่ 1 มีคำสั่งอนุมัติตามที่เสนอ จนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงรายเข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วแล้ว จำเลยที่ 1 เรียกนางกัญญาไปพบและให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 15,000 บาท มอบให้นางกัญญานำส่งเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้ว ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของเทศบาลตำบลป่างิ้ว มีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ และนโยบาย ตลอดจนสั่งอนุมัติและอนุญาตเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 48 เตรส ท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง