ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 6130/2539

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่1เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงินตามูลหนี้ที่โจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและชำระเงินค่าเครื่องจักรแทนจำเลยที่1จำเลยที่1ได้ร่วมกับจำเลยที่2และที่3ปลอมเอกสารดวงตราของโจทก์นำไปจดทะเบียนว่าเครื่องจักรดังกล่าวเป็นของจำเลยที่2แล้วนำไปจำนองไว้แก่จำเลยที่4ขอให้บังคับจำเลยที่2ถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์และการจำนองเครื่องจักรแล้วให้จำเลยที่1ถึงที่3คืนเครื่องจักรแก่โจทก์หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาพร้อมทั้งชำระค่าเสียหายการที่จำเลยที่2ฟ้องแย้งอ้างว่าโจทก์ทำละเมิดกลั่นแกล้งนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่3กรรมการของจำเลยที่2ทำให้จำเลยที่2ต้องเสียหายโดยนำเงินไปประกันตัวจำเลยที่3และขาดผลประโยชน์จากทางทำมาหาได้ เสื่อมเสียชื่อเสียงขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมชอบที่จำเลยที่2จะต้องไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์ มีจำเลยที่ 3เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทน จำเลยที่ 1 ขอรับสินเชื่อจากโจทก์ประเภทต่าง ๆ รวมกันในวงเงิน 105,000,000 บาทเมื่อเดือนเมษายน 2532 จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์สาขาในประเทศไทย ให้เป็นผู้สั่งซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำมะเขือเทศไปยังผู้ขายคือบริษัทลอตซีแอนด์คาเทลลี่ เอส.พี.เอ.ในประเทศอิตาลีแทนจำเลยที่ 1 โดยผ่านธนาคารบังกา โปโปแลร์ ได วีโรนา การขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ได้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ต้องทำทรัสต์รีซีทให้ไว้แก่โจทก์เพื่อจำเลยที่ 1 จะได้รับเอกสารการส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากโจทก์ไปรับเครื่องจักรออกจากท่าเรือกรุงเทพ และจำเลยที่ 1จะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ไว้ด้วย เมื่อวันที่ 8พฤษภาคม 2532 โจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามคำขอของจำเลยที่ 1โดยแจ้งคำสั่งซื้อไปยังธนาคารบังกา โปโปแลร์ ได วีโรนาในประเทศอิตาลี ให้ซื้อเครื่องจักรดังกล่าวจากบริษัทลอตซีแอนด์คาเทลลี่ เอส.พี.เอ. ในประเทศอิตาลีตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ ดี.พี.ซี.บี.เค.เอช 892280301 ต่อมาครบกำหนดที่จะต้องชำระราคาสินค้า โจทก์ได้จัดการชำระราคาสินค้าตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตจนครบถ้วนเป็นเงินจำนวน 58,463,275 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเครื่องจักรให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงได้ทำทรัสต์รีซีทให้แก่โจทก์ไว้ 3 ฉบับซึ่งสาระสำคัญของทรัสต์รีซีททั้ง 3 ฉบับ คือโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องจักรตามเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 1 จะนำเครื่องจักรออกจากท่าเรือไปเก็บรักษาและยึดถือไว้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะจำหน่ายเพื่อนำเงินค่าเครื่องจักรมาคืนแก่โจทก์เท่านั้น ห้ามจำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรไปใช้เป็นประกันเช่นจำนอง และจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ฉบับชำระราคาค่าเครื่องจักรให้แก่โจทก์ โจทก์ได้มอบเอกสารการส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อเครื่องจักรให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปรับเครื่องจักรออกจากท่าเรือกรุงเทพต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ 1ไม่ได้นำเอกสารแสดงการส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไปรับเครื่องจักรจากท่าเรือ แต่ปรากฏว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2532จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันแจ้งและเสนอเอกสารอันเป็นเท็จระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อเครื่องจักรดังกล่าวไปแสดงต่อกรมศุลกากรว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อ เป็นเหตุให้กรมศุลกากรยินยอมให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเครื่องจักรออกจากท่าเรือกรุงเทพ แล้วนำไปติดตั้งที่โรงงานของจำเลยที่ 2ที่ตำบลพรานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรตลอดมาเมื่อเดือนตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 โดยความรู้เห็นของจำเลยที่ 1และที่ 3 ได้นำเครื่องจักรไปจดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2ต่ำสำนักงานเครื่องจักรกลาง กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 เพื่อประกันหนี้ที่จำเลยที่ 2มีอยู่กับจำเลยที่ 4 เป็นเงินจำนวน 101,580,000 บาท อันเป็นการฉ้อโกงและยักยอกเครื่องจักรของโจทก์ จำเลยที่ 4 ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิจำนองเครื่องจักรดังกล่าวซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของ โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ นอกจากนี้ยังได้แจ้งความให้ดำเนินคดีในข้อหาฐานปลอมเอกสารดวงตราของโจทก์ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยที่ 2 ถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์และถอนการจดทะเบียนจำนองเครื่องจักร และให้จำเลยที่ 4 ถอนการจดทะเบียนรับจำนองเครื่องจักร หากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 4ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันคืนเครื่องจักรให้แก่โจทก์และร่วมกันชำระค่าเสียหายเกิดจากเครื่องจักรเสื่อมราคาคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,692,655 บาท ค่าเสียหายรายเดือนเดือนละ974,387.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 จะคืนเครื่องจักรให้แก่โจทก์ หรือมิฉะนั้นให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ราคาเครื่องจักรเป็นเงิน 58,463,275 บาทพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 8,769,491.25 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระราคาเครื่องจักรเสร็จ จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอสินเชื่อจากโจทก์ในวงเงิน 105,000,000 บาท เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2532จำเลยที่ 1 ได้ยื่นเรื่องขอให
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6130/2539 · ทนอย Thanoy