คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 6141/2544
หลักกฎหมาย
คดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 41 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่นจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าสินค้าดังกล่าวเกิดความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ใบตราส่งตามความหมายในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 59(1) หมายถึง ใบตราส่งซึ่งออกโดยผู้ขนส่งที่ออกให้แก่ผู้ส่งของซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลใบตราส่งซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งออกให้แก่บริษัท อ. ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจึงถือเป็นใบตราส่งตามความหมายดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้ขนส่งอื่น มิใช่คู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง แต่ได้รับว่าจ้างจากบริษัท น. ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นให้ขนส่งสินค้าอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ใบตราส่งที่จำเลยที่ 3 ออกให้แก่บริษัท น. จึงไม่ถือเป็นใบตราส่งตามบทบัญญัติดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 58พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 59พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 41
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนในต่างประเทศประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลบางส่วนในประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการับขนส่งสินค้าทางทะเล โดยร่วมกับบริษัทขนส่งสินค้าในต่างประเทศ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าโดยปกติ เป็นเจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือยันตระภูมิจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเล และประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือเมื่อวันที่ 10 และ 17 พฤษภาคม 2541 บริษัทซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้แอนด์ แคสชวลตี้ อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย ได้รับประกันภัยสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตแชมพู (ZPT)จำนวน 2 รายการ คือ รายการที่ 1 จำนวน 14 แพลเล็ท หรือ 67 ถังน้ำหนัก 6,480 กิโลกรัม (ที่ถูก 8,040 กิโลกรัม) โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงิน 2,087,819 บาท รายการที่ 2 จำนวน 10 แพลเล็ทหรือ 50 ถัง น้ำหนัก 6,000 กิโลกรัม โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงิน1,960,200 บาท จากบริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลแมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อวินาศภัยที่เกิดขึ้นแก่สินค้าในระหว่างการขนส่ง สินค้าดังกล่าว บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลแมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ซื้อจากบริษัทโอลิน พีทีอีจำกัด สำหรับสินค้ารายการที่ 1 เป็นเงิน 60,300 ดอลลาร์สหรัฐและรายการที่ 2 เป็นเงิน 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทโอลินพีทีอี จำกัด ผู้ขายสินค้าได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มาส่งมอบให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร ในระบบซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส ซึ่งจำเลยที่ 1ได้ว่าจ้างหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือยันตระภูมิให้ขนส่งสินค้าช่วงหนึ่งจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานครและเมื่อมีการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือยันตระภูมิที่ท่าเรือในจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 13 และ 20 พฤษภาคม2541 แล้วจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ในขนส่งสินค้าช่วงหนึ่ง เพื่อมอบให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย)จำกัด เมื่อบริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสินค้าพบว่าสินค้าได้รับความเสียหายโดยรายการที่ 1 สินค้าเสียหาย 4 ถัง บุบและแตกแต่มีอยู่ 1 ถังในจำนวนสินค้าที่เสียหายยังอยู่ในสภาพที่นำไปใช้ผลิตแชมพูได้ความเสียหายคิดเป็นเงิน 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ รายการที่ 2สินค้าเสียหาย 4 ถัง บุบและแตก แต่มีอยู่ 2 ถัง ในจำนวนสินค้าที่เสียหายยังอยู่ในสภาพที่นำไปใช้ผลิตแชมพูได้ความเสียหายคิดเป็นเงิน 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลแมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เรียกร้องความเสียหายมายังโจทก์ โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 เป็นเงิน 193,792.52 บาท โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยที่ 3 แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการชดใช้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน198,636.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน 193,792.52 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินส่วน และเป็นการขัดต่อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งหรือจำเลยที่ 3ไม่เกิน 10,000 บาท ต่อหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งถือเป็นหน่วยการขนส่งขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งหรือจำเลยที่ 4ไม่เกิน 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันที่ 3พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,844 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามคู่ความมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง