คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 6178/2548
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็น ผู้ใด ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว ถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ โจทก์ขอให้ริบของกลางที่จำเลยใช้กระทำความผิด แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้ฎีกาปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบของกลางในคดีอื่นที่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยถูกฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งริบของกลางในคดีนี้อีก
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยกับนายชิดหรือชิด พัฒนากุล นายไมตรีหรือตรี ศรีพรหมรัตน์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 292/2542 ของศาลชั้นต้น กับพวก ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นางกรชนก รัตนศิลา เจ้าหน้าที่ปกครอง 3 และนายสำรอง หนูรักษา ปลัดอำเภอเมืองชุมพร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่รับคำร้องเกี่ยวกับการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและความเป็นจริงเกี่ยวกับการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนว่านายชิตเป็นคนสัญชาติไทยชื่อนายนิยม แท่นแก้ว มีบิดามารดาเป็นคนไทยชื่อ นายเรียง แท่นแก้ว และนางตรุษหรือตรุด ภักดีหรือแท่นแก้ว มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 89/2 หมู่ 7 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และนำสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน รหัส ส.น.ท. 8504 เลขรหัสประจำบ้าน 85040063971 เจ้าบ้าน รหัส ส.น.ท. 8504 เลขรหัสประจำบ้าน 85040063971 ซึ่งมีชื่อ นายนิยม แท่นแก้ว อยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าว พร้อมใบแจ้งย้ายที่อยู่สำนักงานทะเบียนอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ที่แจ้งย้ายนายนิยม แท่นแก้ว จากบ้านเลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ไปอยู่บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 4 ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนของนายชิต โดยอ้างว่าบัตรประจำตัวประชาชนเดิมของนายชิตหายไป โดยอ้างว่าบัตรประจำตัวประชาชนเดิมของนายชิตหายไป ความจริงแล้วนายชิตเป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่า บิดามารดาไม่ทราบชื่อและถึงแก่ความตายตั้งแต่นายชิตยังเล็ก ไม่มีชื่อในสำเนาทะเบียนบ้านฉบับดังกล่าวและไม่เคยมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทย ทั้งนายนิยมได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ซึ่งการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้เจ้าพนักงานดังกล่าวและประชาชนเสียหาย เจ้าพนักงานจับกุมพวกของจำเลยพร้อมยึดได้เอกสารที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 137 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ว่านายยิ่ง เศษสุข หลอกลวงจำเลยว่านายชิต พัฒนากุล คือนายนิยม แท่นแก้ว ต่อศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า คำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2546 ระบุว่า หากส่วนหนึ่งส่วนใดในคำให้การนี้เป็นปฏิเสธก็ขอให้ถือเป็นรับสารภาพด้วย แม้คำให้การดังกล่าวจำเลยจะให้การเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่านายยิ่งหลอกลวงจำเลยซึ่งเป็นการให้การในทำนองว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อจำเลยระบุข้อความดังกล่าวในคำให้การของจำเลยเท่ากับจำเลยสละข้อต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงถือว่าจำเลยไม่ได้ว่ากล่าวในทำนองว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้องมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยให้โดยเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนว่า ผู้ใด (1) แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง